Get Adobe Flash player

เว็บไซต์น่าสนใจ



























GTranslate

Thai Armenian Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) English French German Japanese Korean Russian Spanish

SP Simple Youtube

Please enter youtube id.

เว็บไซต์กลุ่มสาระ


ภาษาไทย

คณิตศาสตร์

วิทยาศาสตร์

สังคมศึกษา

สุขศึกษาและพลศึกษา


ศิลปะ

การงานอาชีพ

ภาษาต่างประเทศ

กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน


ดัชนีบทความ
ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
วิธีดำเนินการประเมิน
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
ทุกหน้า

บทที่  1

บทนำ


ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

                   การเปลี่ยนแปลงในสังคมโลกปัจจุบัน ได้ก้าวเข้าสู่ยุคของข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนทั่วโลกสามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดผลกระทบต่อปัจจัยในการพัฒนาประเทศ      ด้านต่าง ๆ  ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครองวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และวัฒนธรรม เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว  ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนวิธีการ  และกระบวนการในการบริหารงานเพื่อพัฒนาศักยภาพของประเทศให้เท่าทันต่ออารยประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาด้านการศึกษา ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเยาวชนอันเป็นอนาคตของชาติ รากฐานของการพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการพัฒนาคุณภาพของประชากรภายในประเทศเป็นสำคัญ  ดังเห็นได้จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ฉบับที่  9  ของสำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  สำนักนายกรัฐมนตรีได้เน้นที่คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา  (สำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.  2545  :  ข) และการที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพตามเจตนารมณ์ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติดังกล่าวนั้น  เครื่องมือที่ใช้ก็คือการศึกษาซึ่งจะต้องเป็นการศึกษาที่มีคุณภาพ           และสอดคล้องกับแนวคิดที่เป็นแนวทางการพัฒนาที่รัฐกำหนดไว้

                   นอกจากนี้  พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้บัญญัติไว้ในหมวด 4 มาตรา 22ความว่า  การจัดการศึกษาที่จะให้ผู้เรียนมีคุณภาพนั้นยึดหลักว่า  ทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาได้ตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ และในมาตรา 24 ความว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะ กระบวนการคิดการจัดสรร        การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา  (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ.  2545  : 13)  แสดงให้เห็นว่าการศึกษาเป็นกระบวนการสำคัญ             ในการที่จะพัฒนาคนให้มีความรู้ความสามารถ  และเป็นจุดหมายไปสู่การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า

                   การพัฒนานักเรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญาความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของสังคมและสามารถดำรงชีวิตอยู่ ในสังคมอย่างมีความสุขโดยผ่านกระบวนการทางการศึกษานั้นจะต้องดำเนินการส่งเสริมสนับสนุนป้องกัน  แก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาเนื่องจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว  ทั้งในด้านการสื่อสารเทคโนโลยีที่ทันสมัยด้านเศรษฐกิจ                การระบาดของสารเสพติด ครอบครัว การพนัน ชู้สาว การทะเลาะวิวาท การแข่งขันกันในรูปแบบต่างๆ ซึ่งก่อให้เกิดความทุกข์ ความวิตกกังวล ความเครียด การปรับตัวที่ไม่เหมาะสมซึ่งเป็นผลเสีย  ต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของทุกคนที่เกี่ยวข้อง  (กรมสุขภาพจิต.  2544  :  1)

                   การสร้างภูมิคุ้มกันและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนให้ได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ สามารถดำรงชีวิตด้วยวิถีแห่งปัญหาอย่างมีคุณค่าของตนเองและสังคม และปลอดภัยจากภาวะวิกฤติดังกล่าวข้างต้น นับเป็นพันธกิจสำคัญของหน่วยงานการศึกษาและสถานศึกษาทุกระดับซึ่งต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องรวมพลังสร้างสรรค์และร่วมรับผิดชอบในรูปของเครือข่ายพันธมิตรที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตามแม้ว่า กระทรวงศึกษาธิการใช้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนซึ่งอาศัยองค์ความรู้ด้านจิตวิทยาและกระบวนการแนะแนวเป็นกลไกหลักใน                การป้องกัน  แก้ไขปัญหา  และเสริมสร้างทักษะการดำรงชีวิตแก่ผู้เรียน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา แต่ด้วยข้อจำกัดด้านบุคลากรแนะแนวและช่องว่างระหว่างวัยของผู้ให้และผู้รับบริการ ทำให้การดูแลช่วยเหลือนักเรียนไม่ทั่วถึงทุกกลุ่มเป้าหมายการขับเคลื่อนระบบไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร                 (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา.  2550  :  1)

                   การส่งเสริมสนับสนุนให้โรงเรียนพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยให้ครูอาจารย์           และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมประสานความร่วมมือกันส่งเสริมช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องโดยยึดสายใยและความผูกพันระหว่างครูกับศิษย์  ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนจึงเป็นการดำเนิน งานที่มีประสิทธิภาพระบบหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา              ขั้นพื้นฐาน และกระทรวงสาธารณสุข  โดยกรมสุขภาพจิต  ได้ร่วมกันวางรากฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียนซึ่งมีแนวทางดำเนินงาน คือปรับเปลี่ยนบทบาทและเจตคติของผู้บริหารและครูให้ส่งเสริม ดูแล พัฒนานักเรียนทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และสังคมสร้างความมั่นใจให้แก่นักเรียนทุกคนว่ามีครูที่ปรึกษาที่คอยดูแลทุกข์สุขเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง สนับสนุนให้ครูทุกคนในโรงเรียนมีบทบาทสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ปกครองเพื่อให้บ้าน ชุมชน และโรงเรียนเชื่อมประสานและรวมกลุ่มเป็นเครือข่าย ช่วยกันเฝ้าระวังดูแลช่วยเหลือนักเรียนประสานสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับชุมชน ผู้ชำนาญการในสาขาต่างๆ  เพื่อให้มีการส่งต่อและรับช่วงการแก้ไข ส่งเสริมพัฒนานักเรียนและเยาวชนในรูปแบบสหวิทยาการ  (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา           ขั้นพื้นฐาน.  2547)  การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยมีครูที่ปรึกษาเป็นหลักสำคัญ            ในการดำเนินการต่างๆ  เพื่อช่วยเหลือดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิดและมีเมตตาต่อศิษย์ ดังนั้นการดูแลช่วยเหลือนักเรียน  จึงมีคุณค่าและความจำเป็นที่สถานศึกษาจะต้องนำไปปฏิบัติให้เกิดผลกับนักเรียนอย่างเป็นระบบ  ต่อเนื่อง  และยั่งยืน

                   ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นงานหนึ่งที่โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องจัดทำระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  เพื่อให้มีกระบวนการทำงานที่เป็นระบบ มีความชัดเจน มีการประสานงานความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน รวมทั้งวิธีการ  กิจกรรม และเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยมีแนวความคิดในการดำเนินงานกล่าวคือ ความแตกต่างระหว่างบุคคล นักเรียนทุกคนมีศักยภาพที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิตเพียงแต่ใช้เวลาและวิธีการที่แตกต่างกัน ซึ่งแนวดำเนินงานในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน  (กรมสามัญศึกษา.  2544  :  5)  กล่าวว่า  คือ  การดูแลช่วยเหลือนักเรียนหมายรวมถึง                การส่งเสริมสิ่งที่เป็นจุดเด่นของนักเรียน การป้องกันและการแก้ไขปัญหาโดยมีวิธีการและเครื่องมือของการดำเนินงานสำหรับครูที่ปรึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในการดำเนินงานพัฒนานักเรียน        ให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์และปลอดภัยจากสารเสพติดเป็นกระบวนการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีขั้นตอน

                   โรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  เป็นโรงเรียนขยายโอกาส  จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  ตามที่โรงเรียนได้รับมอบหมายจากหน่วยงานต้นสังกัด  และหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งซึ่งโรงเรียนในสังกัดจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการจัดการเรียนการสอนนั่นคือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  โดยทุกโรงเรียนต้องดำเนินการให้การดูแลช่วยเหลือผู้เรียนตามนโยบายสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  จากรายงานผลการดำเนินการจัดการศึกษาโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ประจำปีการศึกษา 2552  (โรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด.  2552  :  10)  พบว่า  นักเรียนมีพฤติกรรมอันไม่เป็นที่พึงประสงค์ จำเป็นที่ครูผู้สอน  ผู้ใกล้ชิดนักเรียนต้องคอยให้คำแนะนำ ให้ความช่วยเหลือ แนะแนวให้ประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้อง โดยเฉพาะโรงเรียนขยายโอกาสซึ่งมีนักเรียนที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่น  วัยที่กำลังค้นหาตนเอง มักจะพบเห็นพฤติกรรมแปลกๆ  และพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์บางอย่าง ได้แก่ การคบเพื่อน มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสารเสพติด พฤติกรรมเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร พูดจาก้าวร้าว   พูดหยาบคาย หนีเรียน มาโรงเรียนสาย แต่งกายผิดระเบียบ ติดเกม ทะเลาะวิวาท ลักขโมย และ            ออกกลางคัน  ในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้การจัดการศึกษา การพัฒนานักเรียนเป็นไปตามความมุ่งหวังนั้น โดยอาศัยความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งทำหน้าที่เป็นครูที่ปรึกษาจะเป็นหลักในการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างใกล้ชิด  ด้วยความรักและเมตตาที่มีต่อศิษย์ และภาคภูมิใจในบทบาทที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนให้เติบโตงอกงามเป็นบุคคลที่มีคุณค่าของสังคมต่อไป

                   ผู้ประเมินมีความสนใจที่จะประเมินระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทราย            น้ำรอด  ว่าได้ดำเนินการตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้การประเมินการตามรูปแบบ             การประเมินซิปป์  (CIPP  Model)  ซึ่งการประเมินในครั้งนี้  จะประเมิน  4  ด้าน  คือ  ด้านบริบท   ด้านปัจจัยนำเข้า  ด้านกระบวนการ  และด้านผลผลิต  ว่ามีผลการดำเนินการตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดระดับใด  ประสบปัญหา  และอุปสรรคอย่างไรบ้าง  เพื่อ             เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแก่โรงเรียนที่ต้องการพัฒนาและหน่วยงาน            ที่เกี่ยวข้องนำไปใช้พัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

วัตถุประสงค์ของการประเมิน

                   การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด                  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  มีวัตถุประสงค์  ดังนี้

                   1.  เพื่อประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด            สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 โดยใช้รูปแบบซิปป์ (CIPP  Model)  ในด้านต่างๆ  ดังนี้

                         1.1  ด้านบริบท  (Context  Evaluation)

                         1.2  ด้านปัจจัยนำเข้า  (Input  Evaluation)

                         1.3  ด้านกระบวนการ  (Process  Evaluation)

                         1.4  ด้านผลผลิต  (Product  Evaluation)

                   2.  เพื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของโครงการที่มีต่อการลดจำนวนนักเรียนกลุ่มเสี่ยง  กลุ่มมีปัญหา  และนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ก่อนและหลังการดำเนินโครงการ

ขอบเขตของการประเมินโครงการ

                   การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ในครั้งนี้  ผู้ประเมินมุ่งประเมินผล           ของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่  1  ถึง  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3                โดยกำหนดขอบเขตของการประเมินโครงการ  ดังนี้


                   1.  ขอบเขตด้านเนื้อหา

                         1.1  การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินแบบของแดเนียล แอล สตัฟเฟิลบีม (Daniel L. Stufflebeam) หรือที่เรียกว่ารูปแบบการประเมิน              แบบซิปป์ (CIPP  Model) โดยประเมินทั้งระบบของโครงการ  4  ด้าน  คือ  

                               1.1.1  ด้านบริบท  (Context  Evaluation)

                               1.1.2  ด้านปัจจัยนำเข้า  (Input  Evaluation)

                               1.1.3  ด้านกระบวนการ  (Process  Evaluation)

                               1.1.4  ด้านผลผลิต  (Product  Evaluation)

                         1.2  การเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของโครงการที่มีต่อผลการลดจำนวนนักเรียน             กลุ่มเสี่ยง  กลุ่มมีปัญหา  และนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ก่อนและหลังการดำเนินโครงการ  มุ่งนำผลการวิจัยเอกสาร  แสดงข้อมูลสถิติเปรียบเทียบจำนวนนักเรียนในกลุ่มเสี่ยง  กลุ่มมีปัญหา  และนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ก่อนและหลังการดำเนินโครงการ  ในปีการศึกษา  2552  และปีการศึกษา  2553 

                   2.  ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

                         2.1  ประชากรที่ใช้ในการประเมินในครั้งนี้  รวมทั้งสิ้น  327  คน  ได้แก่  1)  ครู  จำนวน  21 คน  2)  นักเรียน  จำนวน  291  คน  และ  3)  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  จำนวน  15 คน

                         2.2  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินโครงการในครั้งนี้  รวมทั้งสิ้น  325  คน  ได้มา           โดยใช้วิธีการแบบเจาะจง  (Purposive  sampling)  กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่  1)  ครู  จำนวน  21  คน                      2)  นักเรียน  จำนวน  291  คน  และ  3)  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  จำนวน  13  คน

                   3.  ขอบเขตด้านระยะเวลาดำเนินการ

                         การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ในครั้งนี้มีขอบเขตด้านระยะเวลาของ           การประเมินโครงการ ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2553 ? 30 เมษายน 2554 (ปีการศึกษา  2553)

นิยามศัพท์เฉพาะ

                   1.  การประเมินโครงการ  หมายถึง  การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน     โรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3              โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินของแดเนียล แอล สตัฟเฟิลบีม (Daniel L. Stufflebeam) หรือ             ที่เรียกว่ารูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP  Model) โดยประเมินทั้งระบบของโครงการ 4 ด้าน             คือ บริบท  ปัจจัยนำเข้า  กระบวนการ และผลผลิตของโครงการตามทัศนะของผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

                         1.1  การประเมินด้านบริบท (Context  Evaluation) หมายถึง  การประเมินเกี่ยวกับ            ความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ของโครงการ

                         1.2  การประเมินด้านปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation) หมายถึง  การประเมินเกี่ยวกับความรู้ ความพร้อม ความสามารถ ความเพียงพอ ความเหมาะสมของบุคลากร งบประมาณ ระยะเวลา วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์

                         1.3  การประเมินด้านกระบวนการ (Process Evaluation)  หมายถึง  การประเมินความเหมาะสมของการบริหารโครงการ  มีขั้นเตรียมการ  ขั้นการดำเนินงาน  และขั้นประเมินผลระหว่างดำเนินงาน  ตลอดจนความเหมาะสมของการปฏิบัติงานในอันที่จะทำให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ

                         1.4  การประเมินด้านผลผลิต (Product Evaluation)  หมายถึง  การประเมินเกี่ยวกับประสิทธิภาพ  ผลการจัดกิจกรรม  และพฤติกรรมการเรียนรู้ 

                   2.  โครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  หมายถึง  กระบวนการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีขั้นตอน  พร้อมด้วยวิธีการและเครื่องมือทำงานที่ชัดเจนโดยมีครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลัก  ในการดำเนินโครงการดังกล่าว  ซึ่งมีกิจกรรม         ที่ดำเนินการที่สำคัญ  7  กิจกรรม  คือ  กิจกรรมเยี่ยมบ้านนักเรียน  กิจกรรมค่ายคุณธรรมนักเรียน  กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายผู้ปกครอง  กิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตย  กิจกรรมแข่งขันกีฬาต้านยาเสพติด  กิจกรรมสัปดาห์ต้านยาเสพติด  และกิจกรรมอบรมคุณธรรมนักเรียนประจำสัปดาห์

                   3.  ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน  หมายถึง  การดำเนินงานพัฒนาดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีลักษณะที่พึงประสงค์ ตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียน โดยมีครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลัก  และมีการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับครูที่เกี่ยวข้องหรือบุคลากรภายนอก รวมทั้งการส่งเสริมสนับสนุนจากโรงเรียน มีองค์ประกอบ  5  ด้าน คือ

                         3.1  การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล  หมายถึง  การให้ครูที่ปรึกษาได้ดำเนินการจัดทำระเบียนสะสมและมีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับตัวนักเรียนแต่ละคนที่อยู่ในความดูแลปรึกษาของตนเอง ในด้านความสามารถพิเศษ ด้านสุขภาพ และด้านครอบครัว

                         3.2  การคัดกรองนักเรียน  หมายถึง  การให้ครูที่ปรึกษาพิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับ                    ตัวนักเรียนจากข้อมูลพื้นฐานในระเบียนสะสมในแบบประเมินพฤติกรรมเด็ก และตามเกณฑ์                     การคัดกรองของโรงเรียน เพื่อจัดกลุ่มนักเรียนเป็นกลุ่มปกติ  กลุ่มเสี่ยงและมีปัญหา

                         3.3  การส่งเสริมนักเรียน  หมายถึง  การที่ครูที่ปรึกษาและโรงเรียนได้ดำเนินการจัดกิจกรรมสนับสนุนส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนไม่ว่าจะเป้นกลุ่มปกติ หรือกลุ่มเสี่ยงและมีปัญหาให้นักเรียนมีคุณภาพดีขึ้น สามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างปกติสุข

                         3.4  การป้องกันและการแก้ปัญหา  หมายถึง  การที่ครูที่ปรึกษาและโรงเรียนกำหนดแนวทางและวิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียน โดยใช้วิธีการดำเนินงาน  2  ประการ คือ                      การให้คำปรึกษาเบื้องต้นแก่นักเรียน และการจัดกิจกรรมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา

                         3.5  การส่งต่อ  หมายถึง  การที่ครูที่ปรึกษาได้ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาแล้ว          ไม่สามารถช่วยเหลือแก้ปัญหาให้กับนักเรียนได้ จะมีการส่งต่อภายในไปยังครูแนะแนว ครูพยาบาลจนถึงครูฝ่ายปกครอง แต่ถ้าครูแนะแนวหรือครูฝ่ายปกครองไม่สามารถช่วยเหลือแก้ไขปัญหาได้ก็จะส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญภายนอกเฉพาะด้าน

                   4.  การดำเนินโครงการ  หมายถึง  การดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน             โรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3                 ในปีการศึกษา  2553  (1 พฤษภาคม 2553 ? 30 เมษายน 2554)

                   5.  ครู  หมายถึง  ผู้บริหารโรงเรียน  รองผู้อำนวยการโรงเรียน  ข้าราชการครู พนักงานราชการ  และครูอัตราจ้างที่ปฏิบัติหน้าที่สอนในโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  ในปีการศึกษา  2553

                   6.  นักเรียน  หมายถึง  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  1  ถึง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  โรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  ในปีการศึกษา  2553

                   7.  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  หมายถึง  บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  พ.ศ.  2543  ในโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

                   การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  มีประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ  ดังนี้

                         1.  ได้ทราบถึงสภาพการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ตลอดจนสภาพปัจจุบัน ปัญหาและอุปสรรคในโรงเรียน  และสามารถส่งเสริมสนับสนุนให้ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                         2.  ทราบถึงผลการดำเนินงาน สภาพปัจจุบัน ปัญหาและอุปสรรคตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในโรงเรียน  ตลอดทั้งแนวทางในการพัฒนาและตระหนักถึงความสำคัญของ             การจัดระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

                         3.  เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถนำข้อมูลไปใช้ปรับปรุงและพัฒนางานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป


บทที่  2

แนวคิด  ทฤษฎี  และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด                 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ครั้งนี้  ผู้ประเมินได้ศึกษาค้นคว้า  แนวคิด  ทฤษฎี  และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  จัดแบ่งออกเป็นหัวข้อ  ดังนี้

1.  โครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3

2.  แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการประเมินโครงการ

3.  ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.  แนวคิดการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

5.  งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

5.1  งานวิจัยในประเทศ

5.2  งานวิจัยต่างประเทศ


โครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต 3


1.  หลักการและเหตุผล

โรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  เป็นโรงเรียนขยายโอกาส  จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  ตามที่โรงเรียนได้รับมอบหมายจากหน่วยงานต้นสังกัด  และหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งซึ่งโรงเรียนในสังกัดจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการจัดการเรียนการสอนนั่นคือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยทุกโรงเรียนต้องดำเนินการให้การดูแลช่วยเหลือผู้เรียนตามนโยบายสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  จากรายงานผลการดำเนินการจัดการศึกษาโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ประจำปีการศึกษา 2552  พบว่า  นักเรียนมีพฤติกรรมอันไม่เป็นที่พึงประสงค์ จำเป็นที่ครูผู้สอน  ผู้ใกล้ชิดนักเรียนต้องคอยให้คำแนะนำ ให้ความช่วยเหลือ แนะแนวให้ประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้อง โดยเฉพาะโรงเรียนขยายโอกาสซึ่งมีนักเรียนที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่น วัยที่กำลังค้นหาตนเองมักจะพบเห็นพฤติกรรมแปลกๆ และพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์บางอย่าง ได้แก่ การคบเพื่อน มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสารเสพติด พฤติกรรมเสี่ยงต่อ         การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร พูดจาก้าวร้าว  พูดหยาบคาย หนีเรียน มาโรงเรียนสาย แต่งกายผิดระเบียบ ติดเกม ทะเลาะวิวาท ลักขโมย และออกกลางคัน  ในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้การจัดการศึกษา การพัฒนานักเรียนเป็นไปตามความมุ่งหวังนั้น โดยอาศัยความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งทำหน้าที่เป็นครูที่ปรึกษาจะเป็นหลักในการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างใกล้ชิด  ด้วยความรักและเมตตาที่มีต่อศิษย์ และภาคภูมิใจในบทบาทที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนให้เติบโตงอกงามเป็นบุคคลที่มีคุณค่าของสังคมต่อไป

จากการคัดกรองนักเรียนเพื่อแยกนักเรียนกลุ่มปกติ  กลุ่มเสี่ยงและกลุ่มมีปัญหาของนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  ปีการศึกษา  2552  จำนวน  284  คน  ผลการคัดกรองนักเรียน  จำแนกได้ดังนี้  1)  นักเรียนกลุ่มปกติ  จำนวน  262  คน  คิดเป็นร้อยละ  92.25  2)  นักเรียนกลุ่มเสี่ยง  จำนวน  17  คน  คิดเป็นร้อยละ  5.99  3)  นักเรียนกลุ่มมีปัญหา  จำนวน  5  คน  คิดเป็นร้อยละ  1.76  จากผลการคัดกรองแสดงให้เห็นว่าโรงเรียนต้องดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน  นอกจากนี้จากรายงานผลการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน พบว่า นักเรียนกลุ่มเสี่ยง และกลุ่มมีปัญหามีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์  จำแนกได้ดังนี้  1)  แต่งกายผิดระเบียบ  จำนวน  13  คน  คิดเป็นร้อยละ  4.58                   2)  หนีเรียน  จำนวน  5  คน  คิดเป็นร้อยละ  1.76  3)  ทะเลาะวิวาท  จำนวน  4  คน  คิดเป็นร้อยละ  1.41  4)  ชู้สาว  จำนวน  0  คน  คิดเป็นร้อยละ  0  5)  เล่นการพนัน  จำนวน  2  คน  คิดเป็นร้อยละ  0.70  และ6)  ยาเสพติด  จำนวน  1  คน  คิดเป็นร้อยละ  0.35

จากสภาพปัญหาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียนกลุ่มเสี่ยง  และกลุ่มมีปัญหา  ซึ่งมีผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  จึงได้จัดประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อประสานความร่วมมือ  และระดมการมีส่วนร่วมเพื่อวางแผนกำหนดนโยบายระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนสู่การปฏิบัติในโรงเรียน  ส่งเสริม  สนับสนุนให้โรงเรียน เกิดการพัฒนาองค์ความรู้  และความสามารถในการปฏิบัติด้านการดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างเป็นระบบมีประสิทธิภาพ  และนิเทศ  กำกับ  ติดตาม  ประเมินผล  การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียน  โดยร่วมกันกำหนดวางแผนจัดทำโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  เป็นโครงการต่อเนื่อง  ประกอบด้วยกิจกรรม  7  กิจกรรม  คือ  กิจกรรมเยี่ยมบ้านนักเรียน  กิจกรรมค่ายคุณธรรมนักเรียน  กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายผู้ปกครอง  กิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตย  กิจกรรมแข่งขันกีฬาต้านยาเสพติด  กิจกรรมสัปดาห์ต้านยาเสพติด  และกิจกรรมอบรมคุณธรรมนักเรียนประจำสัปดาห์

ผู้ประเมินมีความสนใจที่จะประเมินระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทราย            น้ำรอด  ว่าได้ดำเนินการตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้การประเมินการตามรูปแบบ             การประเมินซิปป์  (CIPP  Model)  ซึ่งการประเมินในครั้งนี้  จะประเมิน  4  ด้าน  คือ  ด้านบริบท   ด้านปัจจัยนำเข้า  ด้านกระบวนการ  และด้านผลผลิต  ว่ามีผลการดำเนินการตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดระดับใด  ประสบปัญหา  และอุปสรรคอย่างไรบ้าง  เพื่อ             เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแก่โรงเรียนที่ต้องการพัฒนาและหน่วยงาน            ที่เกี่ยวข้องนำไปใช้พัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ดังนั้นทางโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  จึงเห็นควรให้มีการนำระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนมาเผยแพร่เพื่อเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจเพิ่มเติมอีกทางหนึ่งแก่ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน ตลอดจนผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งก่อให้เกิดความร่วมมือเป็นโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนตลอดจนการบริหารจัดการของสถานศึกษา นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้นำระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันอีกด้วย


2.  วัตถุประสงค์ของโครงการ

2.1  เพื่อส่งเสริมและพัฒนาครูที่ปรึกษาให้มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ถูกต้อง  และครบถ้วนทุกขั้นตอน

2.2  เพื่อประสานการมีส่วนร่วมของนักเรียน  ผู้ปกครอง  ครู  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการดำเนินโครงการ

2.3  เพื่อให้นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์  จากการดูแลนักเรียนของครูที่ปรึกษา  ในแต่ละปีการศึกษา

2.4  เพื่อลดจำนวนนักเรียนในกลุ่มเสี่ยง  กลุ่มมีปัญหา  และนักเรียนที่มีพฤติกรรม                     ไม่พึงประสงค์


3.  เป้าหมายของโครงการ

3.1  เชิงปริมาณ

3.1.1  ผู้บริหาร  ครู  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  จำนวน  34  คน

3.2.2  นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่  1  ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  โรงเรียน             บ้านนาทรายน้ำรอด  จำนวน  291  คน

3.2  เชิงคุณภาพ

3.2.1  ครู  นักเรียน  ผู้ปกครองนักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน            มีส่วนร่วมในการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

3.2.2  จัดกิจกรรมโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทราย              น้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  จำนวน  7  กิจกรรม                อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ

3.2.3  ลดจำนวนนักเรียนในกลุ่มเสี่ยง  กลุ่มมีปัญหา  และนักเรียนที่มีพฤติกรรม          ไม่พึงประสงค์


4.  วิธีดำเนินการ

วิธีดำเนินการตามโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ในครั้งนี้แบ่งเป็น  5  ขั้นตอน  ดังนี้

4.1  ขั้นเตรียมการ

4.1.1  วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการจำเป็น

การดำเนินการวิเคราะห์ปัญหาความต้องการ  ความจำเป็นในการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ในครั้งนี้  ผู้ประเมินได้ทำการศึกษาจากการคัดกรองนักเรียนเพื่อแยกนักเรียนกลุ่มปกติ  กลุ่มเสี่ยง  และกลุ่มมีปัญหา  ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่  1  ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  จำนวน  284  คน  ผลการคัดกรองนักเรียน  จำแนกได้ดังนี้  1)  นักเรียนกลุ่มปกติ  จำนวน  262  คน  คิดเป็นร้อยละ  92.25  2)  นักเรียนกลุ่มเสี่ยง  จำนวน  17  คน  คิดเป็นร้อยละ  5.99  3)  นักเรียนกลุ่มมีปัญหา  จำนวน  5  คน  คิดเป็นร้อยละ  1.76  จากผลการคัดกรองแสดงให้เห็นว่าโรงเรียนต้องดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน  นอกจากนี้จากรายงานผลการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน พบว่า นักเรียนกลุ่มเสี่ยง และกลุ่มมีปัญหามีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์  จำแนก         ได้ดังนี้  1)  แต่งกายผิดระเบียบ  จำนวน  13  คน  คิดเป็นร้อยละ  4.58  2)  หนีเรียน  จำนวน  5  คน  คิดเป็นร้อยละ  1.76  3)  ทะเลาะวิวาท  จำนวน  4  คน  คิดเป็นร้อยละ  1.41  4)  ชู้สาว  จำนวน  0  คน  คิดเป็นร้อยละ  0  5)  เล่นการพนัน  จำนวน  2  คน  คิดเป็นร้อยละ  0.70  และ6)  ยาเสพติด  จำนวน     1  คน  คิดเป็นร้อยละ  0.35

ดังนั้น  การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  จึงมีความจำเป็นที่จะต้องประสานความร่วมมือจากทุกฝ่าย  โดยเน้นการมีส่วนร่วมของ  ผู้บริหาร  ครู  นักเรียน  ผู้ปกครอง  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย  ในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  เพื่อให้นักเรียนมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์หมดไปจากโรงเรียน


4.1.2  ประชุมผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  ครู  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  และผู้ปกครอง  เพื่อชี้แจงสภาพปัญหานักเรียนกลุ่มเสี่ยง              กลุ่มมีปัญหา  และนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของนักเรียน  สร้างความตระหนัก  และ              การมีส่วนร่วมในการวางแผนการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  และกำหนดแนวทาง         ในการแก้ปัญหาร่วมกัน

4.1.3  กำหนดแนวทางในการวางแผนจัดทำโครงการ

ผลการประชุมผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน                ได้ร่วมกำหนดแนวทางในการวางแผนจัดทำโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้าน           นาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  เป็นโครงการต่อเนื่อง  เพื่อแก้ไขพฤติกรรมนักเรียนกลุ่มเสี่ยง  กลุ่มมีปัญหา  ซึ่งมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์  6  พฤติกรรม  คือ  แต่งกายผิดระเบียบ  หนีเรียน  ทะเลาะวิวาท  ชู้สาว  เกี่ยวข้องยาเสพติด  และ                 เล่นการพนัน  โดยพัฒนานักเรียนกลุ่มปกติให้มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่ดีงามให้สูงขึ้น           โดยโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ประกอบด้วย  7  กิจกรรม  ดังนี้

1)  กิจกรรมเยี่ยมบ้านนักเรียน

2)  กิจกรรมค่ายคุณธรรมนักเรียน

3)  กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายผู้ปกครอง

4)  กิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตย

5)  กิจกรรมแข่งขันกีฬาต้านยาเสพติด

6)  กิจกรรมสัปดาห์ต้านยาเสพติด

7)  กิจกรรมอบรมคุณธรรมนักเรียนประจำสัปดาห์

4.2  ขั้นดำเนินการ

การดำเนินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ในครั้งนี้  เป็นการประสาน              ความร่วมมือระหว่าง  ผู้บริหาร  ครู  ผู้ปกครอง  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน                   ในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  สำหรับการดำเนินงานในขั้นดำเนินการได้ร่วมกันกำหนดวางแผนจัดทำโครงการต่อเนื่อง  ดังแสดงในตาราง  1





ตาราง 1 แผนการจัดกิจกรรมตามโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด

สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3


กิจกรรม

ระยะเวลาดำเนินการ

พ.ค.

มิ.ย.

ก.ค.

ส.ค.

ก.ย.

ต.ค.

พ.ย.

ธ.ค.

ม.ค.

ก.พ.

มี.ค.

เม.ย

1.  กิจกรรมเยี่ยมบ้านนักเรียน













2.  กิจกรรมค่ายคุณธรรมนักเรียน













3.  กิจกรรมพัฒนาเครือข่าย

ผู้ปกครอง













4.  กิจกรรมส่งเสริม

ประชาธิปไตย













5.  กิจกรรมแข่งขันกีฬา

ต้านยาเสพติด













6.  กิจกรรมสัปดาห์ต้านยาเสพติด













7.  กิจกรรมอบรมคุณธรรม

นักเรียนประจำสัปดาห์














ในระหว่างการดำเนินโครงการ  ผู้บริหาร  และผู้ประเมินได้ออกนิเทศ  กำกับ  ติดตาม             การดำเนินโครงการอย่างสม่ำเสมอ  และเมื่อสิ้นสุดโครงการ  ผู้ประเมินได้จัดเก็บรวบรวมข้อมูล  ปัญหา  อุปสรรค  แนวทางแก้ไข  ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  พร้อมทั้งจัดทำแบบสรุป  และรายงานผลการดำเนินงานทุกกิจกรรม

4.3  ขั้นประเมินผลการดำเนินงาน

การประเมินผลการดำเนินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้าน            นาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ในครั้งนี้  มุ่งประเมินผลการดำเนินงาน  กิจกรรม  7  กิจกรรม  คือ  กิจกรรมเยี่ยมบ้านนักเรียน  กิจกรรมค่ายคุณธรรมนักเรียน  กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายผู้ปกครอง  กิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตย  กิจกรรมแข่งขันกีฬาต้านยาเสพติด  กิจกรรมสัปดาห์ต้านยาเสพติด  และกิจกรรมอบรมคุณธรรมนักเรียนประจำสัปดาห์  เพื่อจัดเก็บรวบรวมข้อมูล  ปัญหา  อุปสรรค  แนวทางแก้ไข  และข้อเสนอแนะใน           การจัดกิจกรรม  โดยนำข้อมูลย้อนกลับ  หลังดำเนินงานในปีการศึกษา  2552  ที่ได้รับไปสู่                         การปรับปรุงกำหนดความต้องการจำเป็นในการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3                      ในปีการศึกษา  2553

4.4  ขั้นการปรับปรุง  และการพัฒนาการดำเนินงาน

การปรับปรุง  และพัฒนาการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3               ในครั้งนี้  ได้นำผลจากขั้นดำเนินการ  และขั้นประเมินผลการดำเนินงาน  ในปีการศึกษา  2552                มาวิเคราะห์ปัญหา  อุปสรรค  แนวทางแก้ไขปัญหา  และข้อเสนอแนะในการจัดกิจกรรมเพื่อปรับปรุง  และพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมตามโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทราย             น้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น

4.5  ขั้นการประเมินโครงการ  และรายงานการดำเนินงานโครงการ

การประเมินโครงการและรายงานการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3  ในครั้งนี้  มุ่งที่จะนำเสนอผลงานของโครงการโดยการศึกษาความคิดเห็นในเชิงประเมินจากครู  นักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ที่มีต่อผลการดำเนินงานโครงการในด้านบริบท  ด้านปัจจัยนำเข้า  ด้านกระบวนการ  และด้านผลผลิต  โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินของ                      แดเนียล แอล สตัฟเฟิลบีม (Daniel L. Stufflebeam) หรือที่เรียกว่ารูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP  Model)  การนำเสนอผลของโครงการที่มีต่อการลดจำนวนของนักเรียน  กลุ่มเสี่ยง  กลุ่มมีปัญหา  และนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ก่อน  และหลังดำเนินงานโครงการ  เพื่อนำข้อมูลย้อนกลับ  ที่ได้รับไปสู่การกำหนดความต้องการความจำเป็นในการดำเนินงานโครงการในช่วงระยะถัดไป  ทั้งนี้ผู้ประเมินได้กำหนดลำดับขั้นตอนที่ใช้ในการประเมินโครงการและจัดทำรายงาน                    การดำเนินงาน  โครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3  ดังนี้

4.5.1  ศึกษาหลักการ  แนวคิด  ทฤษฎี  จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน  และการประเมินโครงการ

4.5.2  ศึกษานโยบาย  กระทรวงศึกษาธิการ  และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด

4.5.3  ศึกษารายงานการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้าน                นาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต 3

4.5.4  นำผลจากการศึกษาในข้อ  4.5.1  ข้อ  4.52  และข้อ4.5.3  มากำหนดเป็นวัตถุประสงค์  และกรอบแนวคิดในการจัดทำโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้าน             นาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต 3

4.5.5  ดำเนินการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

4.5.6  นำเสนอเครื่องมือต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบแก้ไข  และปรับปรุง

4.5.7  ทดลองใช้เครื่องมือและทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องมือ

4.5.8  แก้ไข  ปรับปรุง  จนได้เครื่องมือฉบับสมบูรณ์

4.5.9  นำเครื่องมือไปเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง

4.5.10  ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลและแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูล

4.5.11  สรุปผลการดำเนินงานตามโครงการ

4.5.12  จัดทำรายงานการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3  และเผยแพร่ผลงาน


5.  ระยะเวลาดำเนินการ

โครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ในครั้งนี้  มีกำหนดระยะเวลาในการดำเนินงานโครงการ  ในปีการศึกษา  2553  ตั้งแต่วันที่  1  พฤษภาคม  2552 ? 30  เมษายน  2554


6. งบประมาณ

จัดสรรจากเงินอุดหนุนโรงเรียนที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน  จำนวน  15,000  บาท


ตาราง 2 รายละเอียดกิจกรรมการใช้งบประมาณ


กิจกรรม

งบประมาณ

ระยะเวลาดำเนินการ

1.  กิจกรรมเยี่ยมบ้านนักเรียน

500

พ.ค. 53 - มิ.ย. 53

2.  กิจกรรมค่ายคุณธรรมนักเรียน

5,000

ส.ค. 53 ? ก.ย. 53

3.  กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายผู้ปกครอง

2,000

ก.ค. 53

4.  กิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตย

500

ตลอดปีการศึกษา

5.  กิจกรรมแข่งขันกีฬาต้านยาเสพติด

6,500

ธ.ค. 53 ? ม.ค. 54

6.  กิจกรรมสัปดาห์ต้านยาเสพติด

1,000

พ.ย. 53 ? ก.พ. 54

7.  กิจกรรมอบรมคุณธรรมนักเรียนประจำสัปดาห์

500

ตลอดปีการศึกษา

รวม

15,000



7.  การประเมินโครงการ

การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ได้กำหนดวิธีการประเมินโครงการ  ดังนี้

7.1  ประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด                สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  โดยใช้แบบสอบถาม

7.2  ประเมินผลของโครงการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของโครงการที่มีต่อการลดจำนวนนักเรียนกลุ่มเสี่ยง  กลุ่มมีปัญหา  และนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ก่อนและหลัง             การดำเนินโครงการ  โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการวิจัยเอกสาร  งานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3


8.  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

8.1  ทำให้ได้ข้อมูลในการดำเนินการตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียนเพื่อเตรียมการในการป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียนใช้เป็นข้อมูลให้โรงเรียนได้ทราบถึงการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อการปรับปรุง            พัฒนา ส่งเสริม ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อให้นักเรียนมีคุณภาพชีวิตที่ดี อันจะส่งผลให้การจัดการศึกษาของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

8.2  ทำให้ได้ข้อมูลสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สามารถนำไปประยุกต์ในในโรงเรียนอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

8.3  ทำให้ได้รูปแบบ  ลำดับขั้นตอนการจัดกิจกรรม  รวมทั้งวิธีการในการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3


แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการประเมินโครงการ


1.  ความหมายของการประเมินโครงการ

นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของการประเมินโครงการไว้หลายทัศนะ ดังต่อไปนี้

ไพศาล  หวังพานิช  (ม.ป.ป.  :  3)  กล่าวว่า  การประเมินโครงการเป็นกระบวนการใน การกำหนดคุณค่าของโครงการหรือกิจกรรมที่กำหนดขึ้นภายใต้แผนงาน  เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการนั้น ๆ  ว่าดีมีประสิทธิภาพ  ได้ผลเพียงใด

สมหวัง  พิธิยานุวัฒน์  (2540  :  117)  กล่าวว่า  การประเมินโครงการหมายถึง  กระบวนการที่ก่อให้เกิดสารนิเทศในการปรับปรุงโครงการ  และสารนิเทศในการตัดสินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ

ประชุม  รอดประเสริฐ  (2542  :  73)  กล่าวว่า  การประเมินโครงการหมายถึง  ขบวนการในการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลของการดำเนินโครงการ  และพิจารณาบ่งชี้ให้ทราบถึงจุดเด่นหรือจุดด้อยของโครงการนั้นอย่างมีระบบ  แล้วตัดสินใจว่าจะปรับปรุงแก้ไขโครงการนั้น  เพื่อการดำเนินการต่อไป  หรือจะยุติการดำเนินงานของโครงการนั้นเสีย

ดิลก  ดิลกานนท์  และราชันย์  บุญธิมา  (2543  :  123)  กล่าวว่า  การประเมินโครงการเป็นกระบวนการสืบค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับโครงการเพื่อการตัดสินใจ  โดยใช้วิธีที่เป็นระบบเชื่อถือได้

สุวิมล  ติรกานันท์  (2545  :  2)  กล่าวว่า  การประเมินโครงการ  เป็นกระบวนการ                 ที่เกิดขึ้นในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน  เพื่อให้ได้สารสนเทศที่สามารถใช้ในการพิจารณา                การดำเนินงานซึ่งจะทำให้การดำเนินการเป็นไปได้อย่างทันท่วงที  ในทางตรงกันข้ามผลการประเมินจะไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร  หากผลนั้นไม่สามารถใช้ในเวลาที่เหมาะสม

จากความหมายที่กล่าวมาข้างต้น  พอสรุปได้ว่า  การประเมินโครงการ  หมายถึง  กระบวนการที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบในการเก็บรวบรวม  และวิเคราะห์ข้อมูลของการดำเนินโครงการให้ได้สารสนเทศที่เชื่อถือได้  เพื่อใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดดำเนินโครงการ                  ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด  หรือเพื่อยกเลิกการดำเนินงานของโครงการ


2.  จุดมุ่งหมายและเป้าหมายของโครงการ

จุดมุ่งหมายและเป้าหมายของการประเมินโครงการ มีนักการศึกษากล่าวไว้หลายทัศนะดังต่อไปนี้

สุนันท์  ศลโกสุม  (ม.ป.ป.  :  17)  กล่าวถึง  จุดประสงค์ในการประเมิน  อาจจำแนกจุดมุ่งหมายของการประเมินได้ ดังนี้

1.  ตามความต้องการในการใช้ข้อมูลของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโครงการ  บุคคลนั้นต้องการข้อมูลจากการประเมินโครงการไปใช้ในการบริหารงาน

2.  การประเมินโครงการเพื่อนำผลวิเคราะห์และสรุปในการบริหาร  หรือผู้วินิจฉัย             สั่งการ  การเลือกดำเนินงานให้เหมาะสมที่สุดกับสถานการณ์  เป็นการประเมินเพื่อเป็นการวางแผนในการตัดสินใจการพัฒนา

3.  การประเมินโดยพิจารณาเป้าหมายของการประเมินที่มีอยู่  4  ประการ  คือ

3.1  เพื่อการปรับปรุงโครงการ

3.2  เพื่อการตัดสินโครงการ

3.3  เพื่อการวางแผนและกำหนดนโยบาย

3.4  เพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบาย

ประชุม  รอดประเสริฐ  (2542  :  99)  กล่าวว่า  การประเมินโครงการมีความมุ่งหมายเพื่อการปรับปรุงแก้ไขโครงการให้มีประสิทธิภาพในการดำเนินงานให้มากที่สุด  กล่าวคือ  มีการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและเหมาะสม  การดำเนินงานมีทิศทางในการปฏิบัติ  ควบคุมผลิตผล  หรือผลงานให้มีคุณภาพ  เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่  ผู้ปฏิบัติงาน  และเป็นเครื่องมือหรือข้อมูล         ที่ผู้บริหารใช้ในการตัดสินใจ

ดิลก  ดิลกานนท์  และราชันย์  บุญธิมา  (2543  :  124-125)  กล่าวว่า  เป้าหมายหลักในการประเมินโครงการมี  4  ประการ  ได้แก่

1.  ประเมินตัดสินใจ ? อนุมัติโครงการ

2.  ประเมินเพื่อการปรับปรุงการดำเนินโครงการ  เป็นการประเมินในขณะดำเนินโครงการ  (On ? going  evaluation)

3.  ประเมินเพื่อตัดสินคุณค่าหรือสรุปโครงการ

4.  ประเมินเพื่อตรวจสอบผลกระทบ  หรือผลที่เกิดขึ้นอันเนื่องจากผลจากโครงการนั้น

สมบูรณ์  ตันยะ  (2545  :  18)  กล่าวว่า  ความมุ่งหมายของการประเมินผลทางการศึกษา   พอสรุป  ได้  3  ประการ  คือ

1.  การประเมินเพื่อวินิจฉัย  เป็นการประเมินเพื่อค้นหาส่วนที่บกพร่องหรือเป็นปัญหา  เป็นการตรวจสอบความพร้อม  ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ  ในการดำเนินงาน  ซึ่งอาจมาจากสภาพแวดล้อม  ตัวบุคคล  ทรัพยากร  งบประมาณ  ฯลฯ

2.  การประเมินเพื่อปรับปรุง  เป็นการประเมินระหว่างดำเนินงาน  โดยพิจารณาว่าจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ตรงกับความต้องการ  ประโยชน์และเป็นที่ยอมรับหรือไม่

3.  การประเมินเพื่อตัดสินหาข้อสรุป  เป็นการประเมินผลเพื่อพิจารณาว่า                       การดำเนินงานนั้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลหรือไม่  การประเมินเพื่อจุดมุ่งหมายนี้ตามปกติ            จะประเมินเมื่อสิ้นสุดการดำเนินงานแล้ว

วิจารณ์  พานิช  (2546  :  39)  กล่าวว่า  เป้าหมายหรือความมุ่งมั่นของวัตถุประสงค์                ในการประเมินทางการศึกษา  ควรจะมีหลายประการและควรมีการมองในมุมกว้างด้วย  เช่น

1.  คุณภาพของระบบการศึกษา  วัดที่ผู้เรียนต้องมองเชิงระบบ  โดยเฉพาะผลกระทบ                    ที่มีต่อผู้เรียน  ไม่ใช่การมองเพียงคุณภาพของการจัดการศึกษาเท่านั้น

2.  ความสุขของผู้ทำงานในระบบ  จะต้องมองผู้ที่ปฏิบัติงานในระบบนั้น ๆ  ว่าเขา            มีความสุข  มีความเจริญก้าวหน้าหรือไม่  โดยความเจริญก้าวหน้านั้น  นอกจากจะพิจารณาจาก               การปรับระดับ (ซี)  หรือการขึ้นเงินเดือนแล้ว  จะต้องพิจารณาถึงความเจริญก้าวหน้าทางด้านจิตใจ  ความเข้าใจ  ความรู้  รวมทั้งจิตวิญญาณที่สูงขึ้นด้วย

3.  ความก้าวหน้าของผู้ปฏิบัติงานในระบบ  จากการร่วมกันสร้างผลงานระบบในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ  ยังไม่สามารถชักจูงให้คนที่อยู่ในที่ทำงานช่วยกันทำงานได้  แต่กลับแก่งแย่งแข่งดีปัดแข้งปัดขากันอันเป็นสภาพที่ไม่ดี  ซึ่งความจริงแล้วหน่วยงานที่ทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดผลงาน  เกิดความสุขและสามัคคีกันนั้น  พลังที่สำคัญที่สุดในการทำงานก็คือ  พลังเสริมแรง (Synergy) ซึ่งเป็นการทำงานที่เสริมกันโดยผู้ปฏิบัติงานแต่ละคนต่างออกแรงน้อยแต่ได้ผลงานมาก

จากแนวคิดของนักการศึกษาที่กล่าวแล้วนั้น  พอสรุปได้ว่า  จุดมุ่งหมายของการประเมินโครงการ  เพื่อให้ได้สารสนเทศนำมาหาแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขหรือตรวจสอบโครงการให้มีประสิทธิภาพในการดำเนินงาน  เพื่อตัดสินคุณค่าหรือเพื่อตัดสินใจยกเลิกโครงการ


3.  รูปแบบการประเมินโครงการ

3.1  รูปแบบการประเมินของ  Alkin

Alkin  (Marvin C. Alkin  อ้างใน  สมบูรณ์  ชิดพงษ์,  ดิลก  ดิลกานนท์  และ            พวงรัตน์ทวีรัตน์.  ม.ป.ป.  :  75-76)  มีแนวคิดเกี่ยวกับการประเมินผลโครงการว่าเป็นกระบวนการเพื่อการตัดสินใจ  และได้ให้ความหมายของการประเมินว่า  เป็นกระบวนการกำหนดขอบเขตของ           สิ่งที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ การเลือกข้อมูล ข้อสนเทศที่เหมาะสม การเก็บรวบรวมข้อมูลและ                การวิเคราะห์ข้อมูล  เพื่อนำไปสู่การจัดทำรายงานสรุปให้ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจไว้ใช้พิจารณาทางเลือกที่เหมาะสมเกี่ยวกับการดำเนินงานของโครงการ

Alkin  ได้เสนอองค์ประกอบของการประเมินผลโครงการไว้  5 ประการ  ดังนี้

1.  การประเมินระบบ (System  Assessment) เป็นการประเมินเกี่ยวกับระบบต่างๆ  ที่เกี่ยวข้องกับโครงการทั้งหมดตั้งแต่การกำหนดปัญหาการหาทางเลือกในการแก้ปัญหา  การตัดสินใจเลือกทางเลือกในการแก้ปัญหาเพื่อนำมากำหนดขอบเขตจุดมุ่งหมาย  ตลอดจนกระบวนการต่าง ๆ   ในการดำเนินงานของโครงการ  สำหรับการประเมินแต่ละส่วนของระบบนั้นอาจใช้เทคนิควิธีแตกต่างกันไป

2.  การประเมินการวางแผนโครงการ  (Program Planning Evaluation)  เป็น         การประเมินก่อนที่จะนำโครงการไปดำเนินการ  เพื่อดูว่าโครงการที่กำหนดขึ้นมานั้นมีการวางแผน         ที่เหมาะสมแค่ไหน  เพื่อนำไปสู่การเลือกโครงการที่เหมาะสม

3.  การประเมินการดำเนินการ  (Program Implementation Evaluation)  เป็น         การประเมินขณะที่กำลังดำเนินการ  เพื่อจะนำผลจากการประเมินมาใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้มี          อำนาจตัดสินใจจากข้อมูล  และสารสนเทศต่าง ๆ  เท่าที่โครงการดำเนินไปแล้วนั้น  ว่าโครงการ              ควรจะดำเนินการต่อไปในรูปแบบใด  จะมีการปรับปรุงแก้ไขหรือยุติโครงการ

4.  การประเมินเพื่อปรับปรุงโครงการ  (Program Improvement Evaluation)            เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูล  เพื่อนำมาใช้ในการตัดสินใจในการปรับปรุงโครงการ  ทั้งโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่และเมื่อโครงการนั้นสิ้นสุดแล้ว  ว่าโครงการที่ประเมินนั้นจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในแต่ละด้านของโครงการ  ตลอดจนผลกระทบที่มีต่อโครงการอื่น  เพื่อนำมาใช้ปรับปรุงโครงการ

5.  การประเมินเพื่อการยอมรับโครงการ  (Program  Certification Evaluation)  ในบางครั้งผลจาการประเมินโครงการอาจนำมาใช้  เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องกับโครงการยอมรับว่า  โครงการนั้นมีความสมเหตุสมผลที่จะนำไปดำเนินการ  เพื่อให้เกิดผลตามเป้าหมาย  ดังนั้น                       จึงจำเป็นต้องหาข้อมูลหรือข้อสนเทศ  เพื่อนำมาอ้างอิงในการยืนยันว่าโครงการนั้นมีความเป็น             ไปได้และเกิดประโยชน์ทั้งนี้เพื่อการยอมรับของผู้เกี่ยวข้อง

รูปแบบการประเมินของ  Alkin  อาจสรุปได้ดังนี้






การประเมินผล





































การประเมินผล        การประเมินผล         การประเมินผล          การประเมินผล          การประเมินผล

ระบบ                   การวางแผน            การดำเนินการ                   เพื่อ                          เพื่อ

โครงการ                                                 การปรับปรุง               การยอมรับ

โครงการ

แผนภาพที่  1 รูปแบบการประเมินตามแนวคิดของ  Alkin


3.2  รูปแบบการประเมินของ Stufflebeam

Stufflebeam.  (Daniel  L. Stufflebeam  อ้างใน  หน่วยศึกษานิเทศก์  กรมสามัญศึกษา  2540  :  15 ? 16)  โดยศาสตราจารย์สตัฟเฟิลบีม  (Daniel L. Stufflebeam)  แห่งมหาวิทยาลัยโอไฮโอ  สหรัฐอเมริกา  ปี  ค.ศ.  1970  ได้นำเสนอรูปแบบการประเมินโครงการแบบ  CIPP  Model  เป็นรูปแบบการประเมินที่รู้จักแพร่หลาย  เป็นรูปแบบการประเมินที่มีระบบอย่างชัดเจน  สามารถนำไปใช้ในการประเมินโครงการต่าง ๆ  ได้อย่างกว้างขวาง  มุ่งประเมินสิ่งที่จะประเมิน  4  ประการ  คือ

1.  การประเมินบริบทหรือสภาวะแวดล้อม  (Context  Evaluation)  เป็นการประเมินเกี่ยวกับนโยบาย  ปรัชญา  เป้าหมาย  แรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคม  ความต้องการของบุคคล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ตลอดจนแรงกดดันทางการเมือง  สารสนเทศที่ได้ใช้ประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับการวางแผนในการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ  จำแนกได้เป็น  2  วิธี  คือ

1.1  การประเมินตามสภาวการณ์  (Contingency)  เป็นลักษณะการประเมินที่         มุ่งค้นหาพลังหรืออิทธิพลที่อยู่ภายนอกระบบ  ที่จะสามารถนำมาเพื่อปรับปรุงแก้ไขระบบให้ดีขึ้น

1.2  การประเมินตามความสอดคล้อง  (Congruence)  เป็นลักษณะการประเมิน            ที่เปรียบเทียบกันระหว่างผลที่เกิดขึ้นจริงกับผลที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้น  มีความสอดคล้องหรือมี             ความแตกต่างกัน  เป็นการประเมินทั้งระบบ

2.  การประเมินปัจจัยนำเข้า  (Input  Evaluation)  เป็นการตรวจสอบความพร้อมของปัจจัยนำเข้าต่าง ๆ  เช่น  บุคคล  งบประมาณ  วัสดุ  อุปกรณ์  สถานที่  เป็นต้น  เป็นการประเมินเพื่อมุ่งเน้นว่ามีปัจจัยพร้อมมูลที่จะดำเนินการหรือไม่  แผนหรือโครงการที่เสนอเหมาะสมหรือไม่  ควรปรับปรุงตรงไหน  สารสนเทศที่ได้ใช้ประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงสร้างเพื่อเลือกแผนการจัดโครงการหรือแผนการดำเนินงานที่เหมาะสมที่สุด  เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้  การประเมินปัจจัยเบื้องต้น  มักจะประเมินด้านต่าง ๆ  คือ

2.1  ความสามารถของหน่วยงานหรือตัวแทนในการจัดโครงการ

2.2  ยุทธวิธีที่ใช้ในการบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ

2.3  การได้รับความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ  ซึ่งจะช่วยให้โครงการดำเนินไปได้  เช่น  หน่วยงานที่จะช่วยเหลือ  เวลา  เงินทุน  อาคารสถานที่  อุปกรณ์เครื่องมือ  ฯลฯ

3.  การประเมินกระบวนการ (Process  Evaluation)  เป็นการประเมินขณะดำเนินงานหรือประเมินในเชิงความก้าวหน้า  หรือประเมินเพื่อปรับปรุงโครงการในวงจรการบริหารโครงการ  ศึกษาปัญหาและอุปสรรค  จุดเด่น  จุดด้อย  เป็นการประเมินเพื่อหาสาเหตุ  ควรทำการประเมิน             เป็นระยะ ๆ  เพื่อส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายของโครงการนั่นเอง  สารสนเทศที่ได้นำมาใช้ใน                      การตัดสินใจเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้  การควบคุมหรือปรับปรุงแก้ไขวิธีการต่าง ๆ  ให้เหมาะสมทันท่วงที  ในขณะที่โครงการนั้นกำลังดำเนินอยู่  การประเมินกระบวนการมีวัตถุประสงค์ใหญ่                3  ประการ  คือ

3.1  เพื่อหาและทำนายข้อบกพร่องของกระบวนการ  หรือการดำเนินการตามขั้นตอนที่วางไว้

3.2  เพื่อรวบรวมสารสนเทศสำหรับผู้ตัดสินใจวางแผน

3.3  เพื่อเป็นรายงานสะสมถึงการปฏิบัติต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้น

4.  การประเมินผลผลิต  (Product  Evaluation)  เป็นการประเมินผลหลังจาก                 การดำเนินงานโครงการสิ้นสุดลงแล้ว  ประกอบด้วย  การประเมินผลลัพธ์  (Output  Evaluation)   โดยพิจารณาจากปริมาณและคุณภาพของผลผลิต  เปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์ของโครงการตลอดจนนำเอาความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงานอีกส่วนหนึ่ง  คือ  ผลกระทบ  (Impact)  สารสนเทศที่ได้นำมาใช้ในการตัดสินคุณค่าผลผลิตของโครงการ  ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพเพื่อที่จะตัดสินใจว่าควรจะคงไว้หรือล้มเลิกโครงการนี้

การประเมินโครงการแบบ (CIPP  Model)  เป็นการประเมินเพื่อตัดสินใจ ซึ่งสามารถแสดงความสัมพันธ์ระหว่างประเภทของการตัดสินใจ  และประเภทของการประเมินแบบซิปป์  ดังนี้







ประเภทของการตัดสินใจ


ประเภทของการประเมิน











การประเมินปัจจัยนำเข้า

(Input Evaluation)











แผนภาพที่  2 ความสัมพันธ์ของประเภทการตัดสินใจและประเภทของการประเมินตามรูปแบบ

ของ  Stufflebeam

จากรูปแบบที่นำเสนอมาข้างต้น  ผู้ประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3               ซึ่งเป็นการประเมินโครงการที่ดำเนินการด้านการจัดการศึกษา  จึงเห็นว่ารูปแบบ  CIPP  Model               ของ  Daniel  L. Stufflebeam  มีความเหมาะสมมากที่สุด

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน


ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เป็นระบบหลักในการดำเนินงานในโรงเรียนซึ่งผู้ประเมินได้ศึกษาแนวทางการดำเนินงานด้านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนขององค์กรต่าง ๆ พอสรุปได้ดังนี้

1.  ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยกรมสุขภาพจิต

กรมสุขภาพจิต  (2544)  ได้กล่าวถึง  ความสำคัญของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ไว้ว่าการพัฒนานักเรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพทั้งด้านร่างกาย  จิตใจ  สติปัญญา ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม และมีวิถีชีวิตที่เป็นสุขตามที่สังคมมุ่งหวัง โดยผ่านกระบวนการทางการศึกษานั้น  นอกจากจะดำเนินการด้วยการส่งเสริม  สนับสนุนนักเรียนแล้ว การป้องกันและ การช่วยเหลือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นกับนักเรียนก็เป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งของการพัฒนา  เนื่องจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากทั้งด้านการสื่อสาร  เทคโนโลยีต่าง ๆ  ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้คนในเชิงบวกแล้วในเชิงลบก็มีปรากฏเช่นกัน เป็นต้นว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจ  ปัญหาของการระบาดของสารเสพติดปัญหาการแข่งขันในรูปแบบต่างๆ  ปัญหาครอบครัวซึ่งก่อให้เกิดความทุกข์ ความวิตกกังวลความเครียดมีการปรับตัวที่ไม่เหมาะสม  หรืออื่น ๆ ที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายของ          ทุกคนที่เกี่ยวข้อง  ดังนั้นภาพความสำเร็จที่เกิดจากการพัฒนานักเรียนให้เป็นไปตามความมุ่งหวังนั้น  จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย  ทุกคน  โดยเฉพาะบุคลากรครูทุกคนในโรงเรียน  ซึ่งมีครูเป็นที่ปรึกษาเป็นหลักสำคัญในการดำเนินการต่าง ๆ  เพื่อการดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดด้วยความรักและเมตตาที่มีต่อศิษย์และภาคภูมิใจในบทบาทที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนให้เจริญเติบโตงอกงาม  เป็นบุคคลที่ดีของสังคม  บทบาทของครูที่กล่าวนั้นคงไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะมีการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอและได้ดำเนินการมานานแล้วนับตั้งแต่อดีตจนได้รับการยกย่องให้เป็นปูชนียบุคคล  แต่เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยกระบวนการดำเนินงานของครูจึงควรมีการปรับปรุงแก้ไขให้มีระบบ  กระบวนการทำงาน  มีหลักการปฏิบัติงานมีเทคนิค  วิธีการ  หรือ            การใช้เครื่องมือต่างๆ  เพื่อการดูแลช่วยเหลือนักเรียน  ความสำเร็จของงานการช่วยเหลือนักเรียนย่อมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  มีประสิทธิภาพ  ผลดี  ย่อมเกิดขึ้นกับทุกคนทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่ว่าจะเป็นครู  นักเรียน  ผู้ปกครอง  ชุมชน  หรือสังคมทั่วไปการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนจะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องใช้แนวคิดหลักที่สำคัญในการดำเนินงาน  ดังนี้

1.1  มนุษย์ทุกคนต้องมีศักยภาพที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิตเพียงใช้เวลาและวิธีการที่แตกต่างกันเนื่องจากแต่ละคนมีความเป็นปัจเจกบุคคล  ดังนั้น  การยึดนักเรียนเป็นสำคัญในการพัฒนาเพื่อดูแลช่วยเหลือทั้งทางด้านการป้องกัน  แก้ไขปัญหา  หรือการส่งเสริมจึงเป็นสิ่งจำเป็น

1.2  ความสำเร็จของงาน  ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมทั้งการร่วมใจ  ร่วมคิด  ร่วมทำของ ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง  ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรในโรงเรียนในทุกระดับ  ผู้ปกครองหรือชุมชน


2. ความหมายของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

กรมสุขภาพจิต  (2544)  ได้กล่าวถึง  ความหมายของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนไว้ว่าระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นกระบวนการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีขั้นตอนพร้อมด้วยวิธีการและเครื่องมือการทำงานที่ชัดเจน มีครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักในการดำเนินงานดังกล่าว  และมีการประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดกับครูที่เกี่ยวข้อง  หรือบุคคลกรภายนอก  รวมทั้งการสนับสนุนส่งเสริมจากทางโรงเรียนเพื่ออำนวยความสะดวกทั้งทาง ด้านวัสดุ  อุปกรณ์   การบริหารจัดการ

การดูแลช่วยเหลือนักเรียน  หมายถึง  การส่งเสริม  การป้องกัน  และการแก้ไขปัญหาโดยวิธีการและเครื่องมือสำหรับครูที่ปรึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในการดำเนินงานพัฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์และปลอดภัยจากสิ่งเสพติด


3.  วัตถุประสงค์ของการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

กรมสุขภาพจิต  (2544)  ได้กล่าวถึง  วัตถุประสงค์ของการจัดระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนไว้  ดังนี้

3.1  เพื่อให้การดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนเป็นไปอย่างมีระบบและ มีประสิทธิภาพ

3.2  เพื่อให้โรงเรียน  ผู้ปกครอง  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือชุมชน  มีการทำงานร่วมกันโดยผ่านกระบวนการที่ชัดเจน  พร้อมด้วยเอกสาร  หลักฐานการปฏิบัติงาน  สามารถตรวจสอบหรือการรับการประเมินได้ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการนำระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนมาใช้ในโรงเรียน


4.  ประโยชน์ที่จะได้รับจากระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.1  นักเรียนได้รับการดูแลช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและตรงตามสภาพปัญหา

4.2  สัมพันธภาพระหว่างครูกับนักเรียนเป็นไปด้วยดีและอบอุ่น

4.3  นักเรียนรู้จักตนเองและควบคุมตนเองได้

4.4  นักเรียนเรียนรู้อย่างมีความสุข

4.5  นักเรียนมีการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์


5.  ปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

5.1  ผู้บริหารโรงเรียน  ตระหนักถึงความสำคัญของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน  และให้การสนับสนุนการดำเนินงาน  หรือกิจกรรมตามความเหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ

5.2  ครูทุกคนและผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีความตระหนักในความสำคัญของระบบ             การดูแลช่วยเหลือนักเรียน  และมีทัศนคติที่ดีต่อนักเรียน  มีความสุขที่จะพัฒนานักเรียนในทุกด้าน

5.3  คณะกรรมการหรือคณะทำงานทุกคณะ  ต้องมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด  และมีการประชุมแต่ละคณะอย่างสม่ำเสมอตามที่กำหนด

5.4  ครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักที่สำคัญในการดำเนินงาน  โดยต้องได้รับความร่วมมือจากครูทุกคนในโรงเรียน  รวมทั้งการสนับสนุนเรื่องต่างๆ  จากโรงเรียน

5.5  การอบรมให้ความรู้และทักษะ  รวมทั้งการเผยแพร่ข้อมูลความรู้แก่ครูที่ปรึกษาหรือผู้เกี่ยวข้องในเรื่องที่เอื้อประโยชน์ต่อการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นสิ่งจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องทักษะการปรึกษาเบื้องต้นและแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ  ของนักเรียน  ซึ่งโรงเรียนควรดำเนินการ อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ


6.  กระบวนการและขั้นตอนของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เป็นกระบวนการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอน มีครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักในการดำเนินงาน โดยการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและนอกสถานศึกษา อันได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน ผู้บริหาร และครูทุกคน มีวิธีการและเครื่องมือที่ชัดเจน มีมาตรฐานคุณภาพและ              มีหลักฐานการทำงานที่ตรวจสอบได้

กระบวนการและขั้นตอนของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีองค์ประกอบสำคัญ                5  ประการ  ดังนี้  (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา.  2552  :  17-23)

6.1  การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล

ด้วยความหลากหลายของนักเรียนแต่ละคนซึ่งมีพื้นฐานความเป็นมาของชีวิตที่แตกต่างกัน ผ่านการหล่อหลอมให้เกิดพฤติกรรมในหลายลักษณะ ทั้งด้านบวกและด้านลบ ดังนั้น     การรู้ข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับตัวนักเรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ครูอาจารย์มีความเข้าใจนักเรียนมากขึ้น สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อการคัดกรองนักเรียนและนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาส่งเสริม การป้องกัน และแก้ไขปัญหาของนักเรียนได้อย่างถูกทางซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ได้จากเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย ตามหลักวิชาการ มิใช่การใช้ความรู้หรือการคาดเดา โดยเฉพาะ          ในการแก้ไขปัญหานักเรียน ซึ่งจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดต่อการช่วยเหลือนักเรียน


6.2  การคัดกรองนักเรียน

การคัดกรองนักเรียนเป็นการพิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนเพื่อการจัดกลุ่มนักเรียนซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการหาวิธีที่เหมาะสมในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้  ตรงกับสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นด้วยความรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอาจจัดกลุ่มนักเรียนตามผลการคัดกรองเป็น 2, 3 หรือ 4 กลุ่มก็ได้ ตามขอบข่ายและเกณฑ์การคัดกรองที่โรงเรียนกำหนด เช่น ในกรณีที่แบ่งนักเรียนเป็น 4 กลุ่ม อาจนิยามกลุ่มได้ดังนี้

6.2.1  กลุ่มปกติ คือ นักเรียนที่ได้รับการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ตามเกณฑ์ การคัดกรองของโรงเรียนอยู่ในเกณฑ์ของกลุ่มปกติ ซึ่งควรได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน  และการส่งเสริมพัฒนา

6.2.2   กลุ่มเสี่ยง คือ นักเรียนที่จัดอยู่ในเกณฑ์ของกลุ่มเสี่ยงตามเกณฑ์การคัดกรองของโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนต้องให้การป้องกันและแก้ไขตามกรณี

6.2.3  กลุ่มมีปัญหา คือ นักเรียนที่จัดอยู่ในเกณฑ์ของกลุ่มมีปัญหาตามเกณฑ์             การคัดกรองของโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนต้องช่วยเหลือและแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน

6.2.4  กลุ่มพิเศษ คือ นักเรียนที่มีความสามารถ มีความเป็นอัจฉริยะแสดงออก        ซึ่งความสามารถอันโดดเด่นด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้านอย่างเป็นที่ประจักษ์เมื่อเทียบกับผู้มีอายุ            ในระดับเดียวกันภายใต้สภาพแวดล้อมเดียวกัน ซึ่งโรงเรียนต้องให้การส่งเสริมให้นักเรียนได้พัฒนาศักยภาพความสามารถพิเศษนั้นจนถึงขั้นสูงสุด

6.3  การป้องกันและแก้ไขปัญหา

ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครูควรให้ความเอาใจใส่กับนักเรียนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน แต่สำหรับนักเรียนกลุ่มเสี่ยง / มีปัญหานั้น จำเป็นอย่างมากที่ต้องให้ความดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดและหาวิธีการช่วยเหลือ ทั้งการป้องกัน และการแก้ไขปัญหา โดยไม่ปล่อยปละละเลยนักเรียนจนกลายเป็นปัญหาของสังคม การสร้างภูมิคุ้มกัน การป้องกันและแก้ไขปัญหาของนักเรียน จึงเป็นภาระงานที่ยิ่งใหญ่และมีคุณค่าอย่างมากในการพัฒนาให้นักเรียนเติบโต เป็นบุคคลที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป

การป้องกันและการแก้ไขปัญหาให้กับนักเรียนนั้นมีหลายเทคนิค  วิธีการแต่สิ่งที่            ครูที่ปรึกษาจำเป็นต้องดำเนินการมีอย่างน้อย  2  ประการ  คือ

6.3.1  การให้คำปรึกษาเบื้องต้น

6.3.2  การจัดกิจกรรมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา

6.4  การส่งเสริมพัฒนานักเรียน

การส่งเสริมพัฒนานักเรียนเป็นการสนับสนุนให้นักเรียนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนกลุ่มปกติหรือกลุ่มเสี่ยง / มีปัญหา กลุ่มความสามารถพิเศษให้มีคุณภาพมากขึ้น ได้พัฒนาเต็มศักยภาพ มีความภาคภูมิใจในตนเองในด้านต่าง ๆ  ซึ่งจะช่วยป้องกันมิให้นักเรียนที่อยู่ในกลุ่มปกติ  และ                กลุ่มพิเศษกลายเป็นนักเรียนกลุ่มเสี่ยง / มีปัญหา และเป็นการช่วยให้นักเรียนกลุ่มเสี่ยง / มีปัญหาและเป็นการช่วยให้นักเรียนกลุ่มเสี่ยง / มีปัญหากลับมาเป็นนักเรียนกลุ่มปกติและมีคุณภาพตามมาตรฐานที่โรงเรียนหรือชุมชนคาดหวังต่อไป

การส่งเสริมพัฒนานักเรียนมีหลายวิธีที่โรงเรียนสามารถพิจารณาดำเนินการได้แต่มีกิจกรรมหลักสำคัญที่โรงเรียนต้องดำเนินการ คือ

6.4.1  การจัดกิจกรรมโฮมรูม

6.4.2  การเยี่ยมบ้าน

6.4.3  การจัดประชุมผู้ปกครองชั้นเรียน  (Classroom Meeting)

6.4.4  การจัดกิจกรรมเสริมสร้างทักษะการดำรงชีวิตและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

6.5  การส่งต่อ

ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาของนักเรียนโดยครูที่ปรึกษา อาจมีกรณีที่บางปัญหามีความยากต่อการช่วยเหลือ หรือช่วยเหลือนักเรียนมีพฤติกรรมไม่ดีขึ้นก็ควรดำเนินการส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านต่อไป เพื่อให้ปัญหาของนักเรียนได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกทางและรวดเร็วขึ้น หากปล่อยให้เป็นบทบาทหน้าที่ของครูที่ปรึกษาหรือครูคนใดคนหนึ่งเพียงลำพัง ความยุ่งยากของปัญหาอาจมีมากขึ้น หรือลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่โตจนยากต่อการแก้ไข ซึ่งครูที่ปรึกษาสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่กระบวนการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล หรือการคัดกรองนักเรียนก็ได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะปัญหาของนักเรียนในแต่ละกรณี

การส่งต่อแบ่งออกเป็น  2  แบบ  คือ

1)  การส่งต่อภายใน  ครูที่ปรึกษาส่งต่อไปยังครูที่สามารถให้การช่วยเหลือนักเรียนได้  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะปัญหา  เช่น  ส่งต่อครูแนะแนว  ครูพยาบาล  ครูประจำวิชาหรือ               ฝ่ายปกครอง

2)  การส่งต่อภายนอก ครูแนะแนวหรือฝ่ายปกครองเป็นผู้ดำเนินการส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญภายนอก หากพิจารณาเห็นว่าเป็นกรณีปัญหาที่มีความยากเกินกว่าศักยภาพของโรงเรียนจะดูแลช่วยเหลือได้

กระทรวงศึกษาธิการ  ได้จัดทำภาพประกอบแสดงกระบวนการและขั้นตอนของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของครูที่ปรึกษาเพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ความต่อเนื่องในการดำเนินงาน(สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา.  2552  :  23)  ตามแผนภาพที่  3











2.  คัดกรองนักเรียน













ดีขึ้น








ไม่ดีขึ้น




5.  ส่งต่อ (ภายใน: ครูแนะแนว ฝ่ายปกครอง หรือครูอื่นๆ ภายในโรงเรียน)






แผนภาพที่ 3 กระบวนการและขั้นตอนของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน





7.  บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการในระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

ความสำเร็จด้านการเรียนและด้านการดำรงชีวิตของนักเรียน คือ ความสำเร็จที่แท้จริงของผู้บริหารครูอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา แต่การจะสร้างความสำเร็จ ดังกล่าวได้ จะต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการพัฒนาคุณภาพนักเรียน รวมทั้งการดูแลช่วยเหลือนักเรียน          ให้สามารถก้าวข้ามอุปสรรคและจุดที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตของนักเรียนแต่ละคนไปสู่เป้าหมายปลายทางตามความมุ่งหวังของตัวนักเรียนเอง และความคาดหวังของสังคม

ในการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน จึงต้องมีผู้รับผิดชอบ ดำเนินงานตามบทบาทหน้าที่ ตามขั้นตอนและกระบวนการที่ถูกต้องอย่างมีประสิทธิภาพ จึงจะช่วยให้นักเรียนทุกคนได้รับการดูแลช่วยเหลือตามเจตนารมณ์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้  (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา.  2552  :  28-30)

7.1  คณะกรรมการอำนวยการ (ทีมนำ)

คณะกรรมการอำนวยการ (ทีมนำ) ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นประธานกรรมการ มีกรรมการตามตำแหน่งต่าง ๆ ได้แก่ รองผู้อำนวยการทุกฝ่าย หัวหน้าระดับ หัวหน้างานแผนงาน หัวหน้างานกิจกรรม  พัฒนาผู้เรียน ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนชุมชน และหัวหน้างานแนะแนว  เป็นกรรมการและเลขานุการ

7.1.1  ส่งเสริม สนับสนุน การขับเคลื่อนและผดุงรักษา ระบบการดูแลและช่วยเหลือนักเรียน

7.1.2  สร้างขวัญกำลังใจ และพัฒนาบุคลากร

7.1.3  เป็นผู้นำในการผนึกผสาน บูรณาการภารกิจ โดยรวมของสถานศึกษา

7.1.4  ประสานสัมพันธ์และสร้างความเข้มแข็งให้ทีมประสาน ทีมทำ และเครือข่ายการดำเนินงานจากทุกภาคส่วน

7.1.5  นิเทศ กำกับ ติดตามและประเมินผล

7.2  คณะกรรมการประสานงาน (ทีมประสาน)

คณะกรรมการประสานงาน (ทีมประสาน) ประกอบด้วยรองผู้อำนวยการที่มีผู้บริหารมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ มีกรรมการตามตำแหน่งและหน้าที่ต่าง ๆ  ได้แก่  หัวหน้าทุกระดับชั้น

หัวหน้างานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน  หัวหน้างานอนามัย  ครูพยาบาล  และหัวหน้างานแนะแนวเป็นกรรมการและเลขานุการ

คณะกรรมการประสานงาน (ทีมประสาน) มีบทบาทหน้าที่ดังต่อไปนี้

7.2.1  ปฏิบัติงานในฐานะบุคลากรหลักในการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

7.2.2  ประสานงานระหว่างคณะกรรมการอำนวยการ (ทีมนำ) และคณะกรรมการดำเนินงาน (ทีมทำ) และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

7.2.3  จัดทำเครื่องมือ สื่ออุปกรณ์ที่จำเป็นในการพัฒนาดำเนินงานและรับผิดชอบ            ในการชี้แจง สร้างความรู้ ความเข้าใจ แก่ผู้ปฏิบัติงาน

7.2.4  จัดการประชุมคณะกรรมการทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอเพื่อแสวงหาแนวทางในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

7.3  คณะกรรมการดำเนินการ (ทีมทำ)

คณะกรรมการดำเนินการ (ทีมทำ) ประกอบด้วย หัวหน้าระดับชั้นเป็นประธานกรรมการ มีกรรมการตามตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ ได้แก่ รองหัวหน้าระดับ ครูที่ปรึกษา ครูผู้สอนและ            ครูแนะแนวเป็นกรรมการและเลขานุการ

คณะกรรมการดำเนินการ (ทีมทำ) มีบทบาทหน้าที่ ดังต่อไปนี้

7.3.1  ประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องและดำเนินการประชุมชี้แจง

7.3.2  บันทึกหลักฐานการปฏิบัติงาน ประเมินผลและจัดทำรายงานตามระดับชั้น

7.3.3  ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของครูที่ปรึกษาและนักเรียนเพื่อประโยชน์ต่อการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

7.3.4  ประชุมคณะกรรมการอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ

7.3.5  ดำเนินการดูและให้ความช่วยเหลือนักเรียน ตามขั้นตอนและกระบวนการของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

8.  บทบาทหน้าที่ของบุคลากรในคณะกรรมการดำเนินงาน (ทีมทำ) ดังนี้                       (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา.  2552  :  30-34)

8.1  หัวหน้าระดับ / รองหัวหน้าระดับ

8.1.1  ติดตาม กำกับการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของครูที่ปรึกษา

8.1.2  ประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

8.1.3  จัดประชุมครูในระดับเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

8.1.4  จัดประชุมกลุ่มเพื่อปรึกษาปัญหารายกรณี (Case Conference)

8.1.5  บันทึกหลักฐานการปฏิบัติงานและจัดทำรายงาน ประเมินผลระดับส่งผู้บริหาร โดยผ่านทีมประสาน

8.2  ครูที่ปรึกษา / ครูประจำชั้น

8.2.1  ดำเนินการดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามแนวทางที่กำหนดดังนี้

การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยการรวบรวมข้อมูลผู้เรียนเป็นรายบุคคล  จัดทำข้อมูลให้เป็นระบบและเป็นปัจจุบัน

การคัดกรองนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลจำแนกจัดกลุ่มผู้เรียน เช่น กลุ่มเด็กมีความสามารถพิเศษ กลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มมีปัญหาต้องการการช่วยเหลือโดยเร่งด่วน

ส่งเสริมและพัฒนานักเรียน โดยจัดกิจกรรม โครงการ โครงงาน ส่งเสริมพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักตนเอง รักและเห็นคุณค่าในตนเองมีทักษะในการดำรงชีวิต

การป้องกันและแก้ไขปัญหา ดูแลช่วยเหลือให้คำปรึกษากรณีปัญหาที่ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน ทั้งรายบุคคลและเป็นกลุ่ม

การส่งต่อ กรณีปัญหาของนักเรียนซับซ้อนให้ส่งต่อไปยังครูแนะแนว ฝ่ายปกครอง หรือผู้มีทักษะความสามารถตรงกับลักษณะปัญหา

8.2.2  พัฒนาตนเองด้านองค์ความรู้ทางจิตวิทยาการแนะแนวและการให้คำปรึกษา

8.2.3  ร่วมประชุมกลุ่มปรึกษาปัญหารายกรณี

8.2.4  บันทึกหลักฐานการปฏิบัติงานและประเมินผล รายงานส่งหัวหน้าระดับ

8.3  ครูแนะแนว

8.3.1  นิเทศ (Supervising) สนับสนุนและเป็นแกนหลักแก่ครูที่ปรึกษาและผู้เกี่ยวข้องทุกคนในการให้ความรู้ เทคนิค วิธีการ และ กระบวนการตามหลักจิตวิทยาและ                          การแนะแนวเพื่อใช้ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในประเด็นสำคัญต่อไปนี้

1)  เทคนิค วิธีการ และเครื่องมือ เพื่อการรู้จักและเข้าใจผู้เรียนรวมทั้งการคัดกรองจัดกลุ่มผู้เรียน การให้คำปรึกษาเบื้องต้น เช่น การใช้ระเบียนสะสม แบบทดสอบ การสังเกต                               การสัมภาษณ์

2)  เสนอแนะแนวทางการจัดกิจกรรมโฮมรูม การประชุมผู้ปกครองชั้นเรียน และกิจกรรมสำหรับผู้เรียนทุกกลุ่มคัดกรอง

3)  ให้ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับธรรมชาติและลักษณะของกลุ่มพิเศษประเภทต่าง ๆ และเสนอแนะแนวทางในการดูแลส่งเสริมและการพัฒนาผู้เรียน

8.3.2  ให้คำปรึกษา (Counseling) แก่ผู้เรียน (ในกรณีที่ครูที่ปรึกษาไม่สามารถแก้ไขหรือยากต่อการช่วยเหลือ) ผู้ปกครอง และผู้ขอรับบริการทั่วไป

8.3.3  ประสาน (Co-ordinating) กับผู้เกี่ยวข้องทั้งในและนอกสถานศึกษา เป็นระบบ ?เครือข่าย? ในการดำเนินงานแนะแนวและการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

8.3.4  จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในคาบแนะแนว

8.3.5  ให้บริการต่างๆ หรือจัดทำโครงการ กิจกรรมกลุ่มต่างๆ ให้กับนักเรียน ซึ่งเป็นการสนับสนุนระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

8.3.6  ร่วมประชุมกลุ่มปรึกษาปัญหารายกรณี

8.3.7  ในกรณีที่นักเรียนมีปัญหายากต่อการช่วยเหลือของครูแนะแนวให้ส่งต่อผู้เชี่ยวชาญภายนอกและติดตามผลการช่วยเหลือนั้น

8.3.8  บันทึกหลักฐานการปฏิบัติงานและประเมินผล รายงานส่งผู้บริหารหรือหัวหน้าระดับ

8.4  ครูผู้สอนประจำวิชาและครูที่เกี่ยวข้อง

8.4.1  ศึกษาข้อมูลของผู้เรียนเป็นรายบุคคล เพื่อรู้จักและเข้าใจผู้เรียนอย่างแท้จริง

8.4.2  ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวนักเรียนแก่ครูที่ปรึกษา และให้ความร่วมมือกับครูที่ปรึกษาและผู้เกี่ยวข้องในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

8.4.3  ให้ข้อมูลการรู้จักและเข้าใจผู้เรียนในการจัดกระบวนการเรียนรู้กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและบริการต่างๆ ให้ผู้เรียนได้พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ

8.4.4  ให้คำปรึกษาเบื้องต้นในรายวิชาที่สอน ในด้านการศึกษาต่อการประกอบอาชีพทักษะการดำรงชีวิต และบุคลิกภาพที่พึงประสงค์

8.4.5  พัฒนาตนเองด้านองค์ความรู้ทางจิตวิทยาและการแนะแนวและนำมาบูรณาการในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน

8.4.6  ร่วมประชุมกลุ่มปรึกษาปัญหารายกรณี ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

8.4.7  บันทึกหลักฐานการปฏิบัติงาน สรุปผล และรายงานส่งหัวหน้าระดับ

8.5  ผู้แทนนักเรียน

8.5.1  เรียนรู้ ทำความเข้าใจกรอบแนวคิดของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

8.5.2  ประสานงานในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นของเพื่อน

8.5.3  มีส่วนร่วมในการกำหนดแผนงาน / โครงการ / กิจกรรม

8.5.4  เป็นแกนนำในการดูแลช่วยเหลือเพื่อนนักเรียนให้ได้รับประสบการณ์                การเรียนรู้และการเสริมสร้างทักษะการดำรงชีวิตอย่างเต็มตามศักยภาพ

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ได้จัดทำภาพประกอบแสดงโครงสร้างของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน  (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา.  2552  :  35)  ตามแผนภาพที่  4







คณะกรรมการอำนวยการ (ทีมนำ)


เครือข่ายผู้ปกครอง                                                                                     คณะกรรมการสถานศึกษา




















ส่งเสริม / พัฒนา

ป้องกัน

ช่วยเหลือ

ได้                                                    ไม่ได้







ได้                                                                      ไม่ได้















ได้                                                                                ไม่ได้








ผู้เรียนได้รับการพัฒนาให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข และดำรงความเป็นไทย



ส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ



ช่วยเหลือได้



แผนภาพที่ 4 โครงสร้างของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน


9.  การพัฒนาความเข้มแข็งให้แก่ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน จัดทำขึ้นตามแนวคิดบริหารเชิงระบบที่มีโครงสร้างสำคัญ  3  องค์ประกอบ คือ ปัจจัย (Input) กระบวนการ (Process) และผลผลิต (Output) โดยแต่ละองค์ประกอบมีรายละเอียดและมีปฏิสัมพันธ์กัน สามารถให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังแผนภาพต่อไปนี้






















แผนภาพที่ 5 ระบบและโครงสร้างของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน


ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีครูประจำชั้น / ครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักใน                การปฏิบัติหน้าที่ตามกระบวนการที่กำหนด โดยมีครูหรือบุคลากรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ครูประจำวิชา ครูอนามัย ครูแนะแนว ฯลฯ ร่วมในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และมีคณะผู้บริหารโรงเรียนให้           การสนับสนุนและเอื้ออำนวยความสะดวกให้การปฏิบัติหน้าที่ของครูประจำชั้น / ครูที่ปรึกษา        และครูผู้สอน / บุคลากรที่เกี่ยวข้องดำเนินไปได้อย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพได้ตามมาตรฐานใน                    การบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนที่ใช้วงจรเดมมิ่ง (PDCA)  ซึ่งเป็นกระบวนการในการดำเนินงานที่มีรูปแบบการพัฒนา ดังแผนภาพ  ต่อไปนี้





























แผนภาพที่ 6 ขั้นตอนการพัฒนาและขับเคลื่อนระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

ตาราง 3 แนวทางการพัฒนาและขับเคลื่อนระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

การพัฒนาและขับเคลื่อน

ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

แนวทางการดำเนินงาน

1.  ศึกษาสภาพและทิศทาง

การดำเนินงาน






-   ศึกษาและทำความเข้าใจนโยบายของ

กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการ

การศึกษาขั้นพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการดูแล

ช่วยเหลือนักเรียน

-   ศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัญหา และศักยภาพ

ของสถานศึกษาในการจัดทำระบบการดูแล

ช่วยเหลือนักเรียน

-   ศึกษาและวิเคราะห์บริบทของชุมชน

2.  วางแผนการดำเนินงานจัดระบบ

การดูแลช่วยเหลือนักเรียน




-   สร้างทีมทำงานและสร้างความตระหนักเจตคติที่ดี

ในการทำงานแก่ทีมงาน

-   กำหนดกลยุทธ์การดำเนินงานจัดระบบการดูแล

ช่วยเหลือนักเรียน

-   กำหนดมาตรฐานการดำเนินงานระบบการดูแล

ช่วยเหลือนักเรียน

-   จัดทำแผนงาน / ปฏิทินปฏิบัติงานตลอดปีการศึกษาให้

ครอบคลุมทั้งดำเนินการบริหารจัดการระบบฯ และสร้าง

กระบวนการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของครูประจำชั้น /

ครูที่ปรึกษา ทั้ง 5 กระบวนการ คือ

1.  การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล

2.  การคัดกกรอง

3.  การส่งเสริม / พัฒนานักเรียน

4.  การป้องกัน / แก้ไขปัญหานักเรียน

5.  การส่งต่อนักเรียน

-   จัดทำสื่อ / นวัตกรรม สนับสนุน การดำเนินงานตาม

ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน


ตาราง 3 (ต่อ)


การพัฒนาและขับเคลื่อน

ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

แนวทางการดำเนินงาน

3.  ดำเนินการตามแผนที่กำหนด

ดำเนินงานตามแผนการที่จัดทำขึ้นให้ครอบคลุมกิจกรรมต่อไปนี้

-   พัฒนาบุคลากรให้มีเจตคติ ความรู้ ความเข้าใจ

และความสามารถในการดำเนินงานตาม

กระบวนการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

-   สนับสนุนให้ครูที่ปรึกษาและบุคลากรที่

เกี่ยวข้องดำเนินการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

ครอบคลุมทั้ง 5 กระบวนการ

-   ผลิตหรือจัดหาสื่อ / นวัตกรรม ให้การสนับสนุน

การดำเนินงานของครูประจำชั้น / ครูที่ปรึกษา

และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง

4.  นิเทศ กำกับ ติดตาม

ดำเนินการนิเทศ กำกับ และติดตาม การดำเนินงานตามระยะเวลาที่เหมาะสมและครอบคลุมกิจกรรมต่อไปนี้

-   ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และ

ประสานความร่วมมือในการดูแลช่วยเหลือ

นักเรียนของครูประจำชั้น / ครูที่ปรึกษา และ

บุคลากรที่เกี่ยวข้อง

-   นำเสนอข้อมูล ความรู้ หรือเทคนิควิธีที่เป็น

ประโยชน์ต่อการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

-   ติดตามผลการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียน

ของครูประจำชั้น / ครูที่ปรึกษา และบุคลากรที่

เกี่ยวข้อง



ตาราง 3 (ต่อ)


การพัฒนาและขับเคลื่อน

ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

แนวทางการดำเนินงาน

5.  ประเมินเพื่อทบทวน (ประเมินภายใน)

-   จัดประเมินการดำเนินงานตามกระบวนการดูแล

ช่วยเหลือนักเรียนของครูประจำชั้น / ครูที่ปรึกษา

และบุคลากรที่เกี่ยวข้องด้วยวิธีการที่หลากหลาย

อย่างน้อยปีละครั้ง

-   เน้นการประเมินเพื่อพัฒนาไม่ใช่การจับผิด

บุคคล

-   ประเมินด้วยบรรยากาศแบบกัลยาณมิตร

-   นำผลการประเมินไปใช้ในการปรับปรุงส่วน

ที่เป็นจุดอ่อนและพัฒนาในส่วนที่ดีเป็นที่ยอมรับ

ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นเพื่อให้มีความเข้มแข็งมั่นคง

ตลอดไป

6.  สรุปรายงาน / ประชาสัมพันธ์

จัดทำหลักฐานการสรุปรายงานประชาสัมพันธ์ที่ครอบคลุมประเด็นต่อไปนี้

-   จุดประสงค์

-   เป้าหมาย

-   วิธีการดำเนินงาน

-   ผลการดำเนินงาน

-   ปัญหา อุปสรรค

-   ข้อเสนอแนะ / แนวทางการพัฒนา

-   การรายงาน เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์

  • ผลงานดีเด่น Best Practices
  • ครู / บุคลากรดีเด่น
  • นักเรียนที่มีส่วนร่วม / YC ดีเด่น
  • ผู้ปกครอง / ชุมชนที่ให้ความร่วมมือช่วยเหลือสนับสนุนดีเด่น

แนวคิดการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน


การจัดการศึกษาของไทยในอดีตเป็นภาระหน้าที่ของครอบครัวและชุมชน ได้แก่ พ่อแม่           วัด และสำนักต่าง ๆ ในชุมชน ซึ่งทำหน้าที่ให้การศึกษาแก่บุตรหลานทั้งด้านวิชาการและอาชีพ มี            การถ่ายทอดอาชีพต่าง ๆ ให้แก่เด็กเป็นทอด ๆ ตลอดมา การศึกษาในอดีตจึงสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน ต่อมาได้มีการนำการจัดการศึกษาแบบตะวันตกเข้ามาใช้แทนการศึกษาแบบเดิม และเกิดระบบโรงเรียนขึ้น โรงเรียนจึงกลายเป็นศูนย์กลางในการจัดการศึกษาให้กับชุมชนแทนวัดที่รับผิดชอบให้การศึกษาแก่เด็กมาแต่เดิม รัฐก็เข้ามารับผิดชอบในการจัดการศึกษาและจัดหลักสูตร  การจัดการศึกษาในแนวนี้จึงเป็นการจัดการเรียนการสอนที่ทำให้ผู้เรียนแปลกแยกจากวิถีชีวิตของชุมชน เป็นการศึกษาที่ไม่ตอบสนองความต้องการของชุมชน ขณะเดียวกันชุมชน ก็คาดหวังต่อโรงเรียนในด้านคุณภาพไว้สูง และพร้อมให้ความร่วมมือกับโรงเรียน

แต่ระบบโรงเรียนที่ผ่านมาไม่เปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือ เนื่องจากถือหลักการแบ่งหน้าที่เมื่อได้มอบหน้าที่ในการจัดการศึกษาให้กับโรงเรียนแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของโรงเรียนจะต้องรับผิดชอบ โรงเรียนจึงเป็นศูนย์กลางของความรู้และสติปัญญา ขณะเดียวกันความเป็นชุมชนกลับอ่อนแอ ความรู้เดิมของท้องถิ่น ภูมิปัญญาของชุมชนและท้องถิ่นถูกลืมเลือน ผลการจัดการศึกษาที่ผ่านมาทำให้เกิดปัญหามากมายในสังคมไทย ในส่วนของผู้เรียนก็มีการแข่งขันกันสูง ทำให้ผู้เรียน           มีความเครียดสูง ไม่มีความสุขในการเรียน การจัดการศึกษาโดยส่วนกลางเริ่มมีข้อจำกัด  เกิดความ   ล่าช้าไม่สนองตอบผู้เรียน เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง และเมื่อประเทศประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ กระแสการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการศึกษาจึงได้ทวีขึ้น และได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ให้มีกฎหมายการศึกษาซึ่งเป็นที่มาของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545  ที่ใช้ในปัจจุบัน ซึ่งเน้นหลักใหญ่ 2 ประการในการบริหารจัดการ คือ การกระจายอำนาจทางการศึกษา               และการให้ทุกส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา

แนวคิดใหม่ในการจัดการศึกษา คือ การให้ชุมชนและท้องถิ่น และทุกส่วนของสังคมมี ส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ทั้งนี้เนื่องจากโรงเรียนเป็นหน่วยงานหนึ่งของสังคม  โรงเรียนจึงควรเป็นโรงเรียนของชุมชนที่มีการจัดการเรียนการสอน โดยการรู้เห็นและความร่วมมือของประชาชนและชุมชน การมีส่วนร่วมของชุมชนจึงมีความสำคัญ เนื่องจากทำให้ประชาชนได้ทราบเกี่ยวกับ             การดำเนินงานและกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจ และ           ความนิยมให้เกิดขึ้นในชุมชน นอกจากนั้นยังเป็นการสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชนได้เข้ามาช่วยเหลือเกื้อกูลกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน ทั้งด้านการเงิน วัสดุ แรงงาน และกำลังใจ ส่งเสริม          ให้ประชาชน มีความเข้าใจในความสำคัญของการศึกษา และถือเป็นหน้าที่ของประชาชนและชุมชน          ที่จะต้องให้ความสนใจ และมีส่วนร่วมดูแลการจัดการศึกษาของโรงเรียน ประกอบกับโลกในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ปัญหาต่าง ๆ ของสังคมมีความสลับซับซ้อน จึงเป็นยุคที่ต้องการสติปัญญา ความรู้ และความสามารถ จากหลาย ๆ ฝ่ายมาร่วมแก้ไขปัญหาอาจ  กล่าวได้ว่าหมดยุคอัศวินม้าขาวหรือศิลปินเดี่ยวมาทำหน้าที่จัดการแต่เป็นเรื่องที่ต้องการความร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ โดยมีความเชื่อพื้นฐานที่ว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ                ให้บรรลุ  เป้าหมายได้

นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่นจะทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต อาชีพ วัฒนธรรม สภาพแวดล้อมและทรัพยากรของชุมชน ซึ่งจะทำให้เด็กมีความสามารถ มีทักษะที่จะดำรงชีวิต และสามารถพัฒนาตนเองตามวิถีชีวิตของชุมชนซึ่งจะส่งผล           ให้เกิดการพัฒนาทางสติปัญญา ความสามารถของชุมชนโดยรวม ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง และเป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่อไป

กล่าวโดยสรุป ความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาที่มาจากแนวคิดที่เป็นกระแสผลักดัน จนกลายเป็นประเด็นที่สำคัญประเด็นหนึ่งในการปฏิรูปการศึกษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้กำหนดไว้ชัดเจนในส่วนของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ            ให้รัฐส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาน โดยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ              พ.ศ. 2542  และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545  ได้นำแนวนโยบายพื้นฐานดังกล่าวมาแสดง  เป็นเจตนารมณ์และแนวทางที่จะให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา

อย่างไรก็ตาม การจัดการศึกษาในรูปแบบโรงเรียนรับผิดชอบฝ่ายเดียวได้ดำเนินการมายาวนาน ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาน้อยลง ระบบราชการ นักการศึกษา และ            ครูอาจารย์ เสมือนผู้ผูกขาดความรับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว ประชาชนมีส่วนเข้าไป เกี่ยวข้องกับ    โรงเรียนห่าง ๆ ในฐานะผู้ปกครอง ศิษย์เก่า กรรมการ หรือผู้ให้ความช่วยเหลืออุปถัมภ์ต่าง ๆ ประกอบกับวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมของไทยตั้งแต่โบราณกาล เช่น ประเพณีการลงแขกทำนา              หรือความร่วมมือร่วมใจในการดำเนินงานเปลี่ยนแปลงไปสู่ลักษณะ ?ตัวใครตัวมัน? ต่างคนต่างอยู่ และในส่วนของการบริหารงาน ผู้มีอำนาจก็เคยชินกับ ?อำนาจเดี่ยว? จนเป็นวัฒนธรรม  องค์การ                 ทำให้การปฏิรูปอาจต้องใช้ความพยายามที่จะทำให้ทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายประชาชนและฝ่ายที่รับผิดชอบในการจัดการศึกษา ได้นำแนวคิดและบทบัญญัติของกฎหมายไปสู่การปฏิบัติ คือ การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาซึ่งจะเป็นวัฒนธรรมใหม่อันจะนำไปสู่ ?การศึกษาของประชาชน โดยประชาชน              เพื่อประชาชน? จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายความรู้สึกนึกคิดและความสามารถของผู้บริหารอย่างยิ่ง

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545               ได้ให้ความสำคัญต่อยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติหลายหมวด หลายมาตรา เช่น ในหมวดหลักการสิทธิและหน้าที่ทางการศึกษาได้กล่าวถึงเจตนารมณ์ที่จะให้สังคม ชุมชน และท้องถิ่น ได้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา (มาตรา 8(2)) นอกจากนี้ยังให้มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (มาตรา 9(2)) ให้มีการระดมทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา ในมาตรา 9(5) ให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่นได้มีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน (มาตรา 12) เป็นต้น

หมวดแนวการจัดการศึกษา กำหนดให้สถานศึกษาประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง และชุมชนร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ (มาตรา 24) ให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดทำสาระของหลักสูตรที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาในชุมชนสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะที่พึงประสงค์เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน และท้องถิ่น (มาตรา 27) นอกจากนี้สถานศึกษายังมีหน้าที่ในการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชนเพื่อให้ชุมชน             มีการจัดการศึกษาอบรม มีการแสวงหาความรู้ ข้อมูล ข่าวสารเพื่อพัฒนาชุมชนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาระหว่างชุมชน (มาตรา 29)

ส่วนหมวดการบริหารและการจัดการศึกษา ได้กำหนดให้มีองค์คณะบุคคลในการบริหารและจัดการศึกษาในระดับต่างๆ ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชาติ ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับสถานศึกษา โดยให้มีตัวแทนองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรวิชาชีพอยู่ในองค์คณะบุคคลนั้น (มาตรา 32-35, 38, 40)  นอกจากนี้  ชุมชนและท้องถิ่นยังมีบทบาทให้ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนที่พิจารณาเห็นว่า เกี่ยวข้องกับภารกิจของสถานศึกษาตามคำร้องขอของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาที่ทำการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษานั้น (มาตรา 50)

หมวดครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา กำหนดให้หน่วยงานทางการศึกษาระดมทรัพยากรบุคคลในชุมชน และท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา โดยนำประสบการณ์ความรอบรู้ ความชำนาญ และภูมิปัญญาท้องถิ่นของบุคคลดังกล่าวมาใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางการศึกษา (มาตรา 57)

หมวดทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา กำหนดให้มีการระดมทรัพยากรและการลงทุนด้านงบประมาณ การเงิน และทรัพย์สิน ทั้งจากรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ชุมชน ท้องถิ่นมาใช้จัดการศึกษา โดยอาจเป็นผู้จัดหรือมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา บริจาค ทรัพย์สินและทรัพยากรอื่นให้แก่สถานศึกษา และมีส่วนร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาตามความเหมาะสมและความจำเป็น (มาตรา 61)

จะเห็นได้ว่า ในประเด็นการมีส่วนร่วมที่ปรากฏในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ     พ.ศ. 2542 มีหลายลักษณะ และในหลายหมวด ทั้งหมวดความมุ่งหมายและหลักการซึ่งเป็นการนำเอาแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาแสดงเป็นเรื่องสำคัญเบื้องต้น อันยืนยันถึงแนวทางการปฏิรูปที่เป็นเจตนารมณ์ของกฎหมาย หมวดสิทธิและหน้าที่ทางการศึกษาและหมวดระบบการศึกษา เป็นการแสดงถึงภาพของการมีส่วนร่วมของหลาย ๆ ฝ่าย ในฐานะของผู้จัดการศึกษาโดยตรงที่ขยายข้อจำกัดตามสภาพเดิม คือ ฝ่ายที่รับผิดชอบจัดการศึกษา มีเพียงรัฐ เอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้นหมวดแนวการจัดการศึกษา            แสดงถึงการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการเรียนรู้และการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน

หมวดการบริหารและการจัดการศึกษา เป็นการกำหนดการมีส่วนร่วมในการบริหารของคณะบุคคลระดับต่าง ๆ ในหมวดมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา เป็นการแสดงการมี ส่วนร่วมในเรื่องนี้ หมวดครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาได้กำหนดการมีส่วนร่วมในรูป ของการระดมทรัพยากรบุคคล หมวดทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา เป็นแนวทางในการระดมทรัพยากร และการลงทุนเพื่อการศึกษา ดังนั้นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมจึงมีอย่างกว้างขวางหลายแง่มุม อันจะทำให้การจัดการศึกษาตามแนวทางใหม่ ไม่โดดเดี่ยวแต่เฉพาะฝ่ายที่รับผิดชอบเท่านั้น แต่จะก้าวไปสู่ความรับผิดชอบร่วมกันซึ่งจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนการปฏิรูปไปสู่เป้าหมายที่พึงปรารถนา


งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


1.  งานวิจัยในประเทศ

วีระ โอบอ้อม  (2549  :  บทคัดย่อ)  ได้ศึกษาการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  อำเภอบ้านลาด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบุรี เขต 2  ผลการวิจัยพบว่า  1)  ครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อำเภอบ้านลาด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบุรี  เขต  2  มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการเตรียมและวางแผนดำเนินงาน ด้านการดำเนินงานตามแผน และด้านการประเมินผล อยู่ในระดับมาก ส่วนด้านการนิเทศ กำกับ ติดตามอยู่ในระดับ              ปานกลาง 2) ครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อำเภอบ้านลาด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ที่มีสถานภาพในการปฏิบัติงานต่างกัน มีความคิดเห็นโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน ครูที่อยู่ประเภทสถานศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นโดยรวม ไม่แตกต่างกันเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการเตรียมและวางแผนการดำเนินงาน และด้านการประเมินผล ครูที่อยู่ในสถานศึกษาขนาดต่างกันมีความคิดเห็นโดยรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการเตรียมและ วางแผนการดำเนินงาน และด้านการนิเทศ กำกับติดตาม ครูที่มองผู้นำมีพฤติกรรมต่างกันมีความคิดเห็นโดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการเตรียมและวางแผนการดำเนินงาน  และด้านการดำเนินงานตามแผน

สุวิทย์  พละวงศ์  (2549  :  บทคัดย่อ)  ได้ศึกษาการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนเมยวดีพิทยาคม  อำเภอเมยวดี  จังหวัดร้อยเอ็ด  ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า  สภาพก่อนการดำเนินการศึกษาค้นคว้า  โรงเรียนดำเนินตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนยังไม่เป็นระบบที่ต่อเนื่อง  ถูกต้องตามกระบวนการขั้นตอนแนวปฏิบัติของกรมสุขภาพจิตกำหนดไว้เนื่องจากครูที่ปรึกษายังขาดความรู้ ความเข้าใจในขั้นตอนการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน หลังจากได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศในวงรอบที่  1  แล้ว  ทำให้กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าได้มีความรู้ความเข้าใจในขั้นตอนระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้ทุกขั้นตอน แต่ยังมีปัญหาใน              การดำเนินงานตามขั้นตอนยังไม่เกิดประสิทธิภาพมากนัก จึงได้ดำเนินการจัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการอีกครั้งในวงรอบที่  2  ผลการดำเนินงานทำให้กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้ามีผลการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามขั้นตอนต่าง ๆ  ดีขึ้น

โดยสรุป  การพัฒนาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้กลยุทธ์         การประชุมเชิงปฏิบัติการ  และการนิเทศ  ทำให้ครูที่ปรึกษาเกิดการพัฒนาตนเองจนก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจและสามารถนำรูปแบบและวิธีการที่หลากหลายมาใช้ในการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานของนักเรียน  เพื่อให้การดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนทั้ง  5  ขั้นตอนดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  แต่ยังมีจุดอ่อนที่ควรนำไปปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นคือ  ครูที่ปรึกษา              ควรมีการประสานงานกับฝ่ายปกครองนักเรียนอยู่ตลอดเวลา  เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลนักเรียนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

อาทิฐยา  วรนิตย์  (2549  :  125-134) ได้ศึกษาพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านแฮด กิ่งอำเภอบ้านแฮด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 2 พบว่าผลการวิจัยในวงรอบที่ 1 กลุ่มผู้ร่วมวิจัยได้ดำเนินการตามการบริหารเชิงระบบ ในภาคเรียนที่1/2548 โดยการกำหนดโครงสร้างและบทบาทหน้าที่ของบุคคลเป็น 3 ทีม คือ ทีมนำ ประกอบด้วยผู้บริหารและผู้ช่วยผู้บริหาร ทีมพัฒนาคุณภาพ ประกอบด้วย ครูแนะแนว เลขานุการฝ่ายบริหารและครูหัวหน้าช่วงชั้น ทีมทำ ประกอบด้วย ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากการร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยทีมนำและทีมพัฒนาคุณภาพ ทำให้ได้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนเป็น 5 ขั้นตอน คือ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล          การคัดกรองนักเรียน การป้องกันและแก้ไขปัญหา การส่งเสริมและพัฒนานักเรียนและการส่งต่อ          ซึ่งในแต่ละขั้นตอนจะดำเนินการตามวิธีการมาตรฐาน มีการบันทึกการปฏิบัติงานการกำหนดตัวชี้วัด และกำหนดเกณฑ์ของโรงเรียน ผู้ร่วมวิจัยได้ดำเนินการประเมินผลการดำเนินงานโดยการประเมินทบทวนระบบตามเกณฑ์โรงเรียน และตัวชี้วัดที่สำคัญ พบว่า ร้อยละ90 ของครูที่มีข้อมูลนักเรียนรายบุคคลอย่างถูกต้องและเป็นปัจจุบันทุกรายการ (สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือร้อยละ 80) ร้อยละ 85 ของนักเรียนที่ได้รับเยี่ยมบ้าน (สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือร้อยละ 80) ร้อยละ 95 ของนักเรียนที่ผ่าน การคัดกรองตามเกณฑ์ของโรงเรียน (สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือร้อยละ 90) ร้อยละ 63 ของนักเรียนกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับการป้องกัน (ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือร้อยละ80) ร้อยละ 85 ของนักเรียนกลุ่มปกติ      ที่ได้รับการส่งเสริมและพัฒนา(สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือร้อยละ 80) ร้อยละ 100 ของนักเรียนกลุ่มมีปัญหาที่ได้รับการส่งต่อ (สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือร้อยละ90) ซึ่งสรุปได้ว่ามีตัวชี้วัดเพียงตัวเดียวที่           ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และจากการวิเคราะห์สภาพปัญหาของการดำเนินงานในวงรอบที่  1  พบว่า          ข้อที่ควรปรับปรุง คือ ครูยังไม่เข้าใจวิธีการบันทึกการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐานตามตัวชี้วัดในแต่ละขั้นตอน คณะกรรมการประเมินทบทวนยังไม่เข้าใจวิธีการประเมินตามประเด็นการพิจารณาและมีข้อจำกัดเกี่ยวกับเวลาการปฏิบัติกิจกรรมในบางขั้นตอนและการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างปฏิบัติงาน ดังนั้นในวงรอบที่ 2 ผู้ร่วมวิจัยได้เสนอแนวทางการพัฒนาปรับปรุง คือ สร้างความเข้าใจในการบันทึกข้อมูลตามประเด็นที่กำหนดรวมถึงการพิจารณาผลการดำเนินงานตามเกณฑ์ จัดกิจกรรมตามระยะเวลาที่กำหนด จัดประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ และให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและเสนอแนวทางการพัฒนาร่วมกัน ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหานักเรียนอย่างต่อเนื่อง ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามแนวคิดเชิงระบบและข้อเสนอแนะจากวงรอบที่ 1 ดังกล่าวในภาคเรียนที่ 2/2548 พบว่า ผลการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนสูงกว่าเกณฑ์ตามตัวชี้วัดทุกตัว โดยสรุป ผลการประเมินการบริหารคุณภาพระบบภายหลังสิ้นสุดการดำเนินในวงรอบที่  1  ในภาพรวม  3  ด้าน  ตามลำดับดังนี้  การบริหารคุณภาพระบบ  ระดับควรปรับปรุง  ด้านกระบวนการระดับพอใช้  และด้านผลลัพธ์ระดับพอใช้ และใน    วงรอบที่  2  มีผลการดำเนินงาน คือ การบริหารคุณภาพระบบระดับดี ด้านกระบวนการระดับดี               และด้านผลลัพธ์ระดับดี

นาตยา  โสชารี  (2550  :  บทคัดย่อ)  การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาการดำเนินงานการจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนบ้านนาตับเต่า ตำบลซับสมบูรณ์ กิ่งอำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น วิธีการศึกษาดำเนินการตามขั้นตอนการเทียบเคียงสมรรถนะ(Benchmarking) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ ขั้นการวางแผน ขั้นเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลขั้นวิเคราะห์หาข้อแตกต่าง และขั้นการปฏิบัติ โดยมีกลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า จำนวน 3 คน และกลุ่ม            ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 7 คน เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ  แบบสัมภาษณ์  แบบสังเกตและ       แบบบันทึกการประชุม วิเคราะห์และนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้

1)  ขั้นวางแผน โรงเรียนบ้านนาตับเต่าจะต้องดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. รู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล 2. การคัดกรองนักเรียน 3. การส่งเสริมนักเรียน 4. การป้องกันและแก้ไขปัญหา 5. การส่งต่อ แต่จากการประชุมเพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปรากฏว่า โรงเรียนบ้านนาตับเต่า ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ยังไม่มีการดำเนินการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นระบบ และเป็นขั้นตอนตามที่กำหนดไว้ในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

2)  ขั้นเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล  โรงเรียนบ้านนาตับเต่าได้มีการจัดกิจกรรมในบางส่วนซึ่งอยู่ในขอบข่ายงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน แต่ยังไม่มีการประสาน เชื่อมโยงกิจกรรม ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินการในลักษณะของกิจกรรมของแต่ละฝ่าย และกิจกรรมที่โรงเรียนจัดยังไม่ครอบคลุมทุกด้านของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ส่วนระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียน             ห้วยต้อนพิทยาคมมีการดำเนินการตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเข้มแข็ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้วยการจัดกิจกรรมหลัก 5 กิจกรรม โดยการแบ่งกลุ่มนักเรียนเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวางใจ กลุ่มห่วงใย กลุ่มใกล้ชิด หลักการในการคัดกรองพิจารณาจากพฤติกรรมนักเรียน และผลการเรียน ตามลำดับ แล้วจัดห้องเรียนเป็น 4 ห้อง ซึ่งการจัดห้องเรียน การแบ่งกลุ่มนักเรียน การดำเนินการพัฒนาผู้เรียน ผลการพัฒนาโรงเรียนได้ชี้แจงประสานและทำความเข้าใจกับผู้ปกครองนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ ทำให้โรงเรียนห้วยต้อนพิทยาคมประสบผลสำเร็จในการจัดการศึกษาผู้เรียนมีคุณภาพ

3)  ขั้นการวิเคราะห์หาความแตกต่าง การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาตับเต่า พบว่า โรงเรียนยังไม่มีการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีเพียง          การจัดกิจกรรม/โครงการ ที่สอดคล้องกับงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ซึ่งแตกต่างจากโรงเรียนห้วยต้อนพิทยาคม ที่มีการดำเนินการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเข้มแข็ง ทั่วถึง และจัดทำ          เป็นเอกสารแนวปฏิบัติ ซึ่งกำหนดขั้นตอนดำเนินการตามกระบวนการ PDCA กำหนดกิจกรรมผู้รับผิดชอบ เครื่องมือที่ใช้ และเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง มีความชัดเจน ในการปฏิบัติ กำหนดกิจกรรมครบทุกองค์ประกอบ กิจกรรม/โครงการในการปฏิบัติชัดเจน ติดตามและตรวจสอบได้       ผลการดำเนินการในทุกกิจกรรมเชื่อมโยงกัน และมีการนำไปใช้ในการพัฒนา โดยเฉพาะนักเรียน           กลุ่มห่วงใย และกลุ่มใกล้ชิด ได้รับการช่วยเหลือ และพัฒนาคุณภาพผู้เรียนทั้งด้านพฤติกรรม              และด้านการเรียนจากการวิเคราะห์หาข้อแตกต่างและเปรียบเทียบการดำเนินการ ทั้งสองโรงเรียนตั้งเป้าหมาย เพื่อให้ได้แนวทางในการดำเนินงานพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียน

4)  ขั้นลงมือปฏิบัติ กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าสามารถนำความรู้ที่ได้จากการเทียบเคียงสมรรถนะไปใช้ในการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยนำแนวทางใน                 การดำเนินการจากคู่มือประกอบการอบรมที่โรงเรียนได้รับมาใช้ประกอบในการดำเนินการด้วย           ทำให้สามารถกำหนดแนวทางในการดำเนินงาน และสามารถพัฒนางานระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนจนสำเร็จเป็นโครงการที่สามารถดำเนินการได้ในปีการศึกษา 2550 แต่การดำเนินการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนโรงเรียนเรียนบ้านนาตับเต่ายังไม่สามารถเทียบเคียงกับโรงเรียนห้วยต้อนพิทยาคม         ได้ทั้งหมด

โดยสรุป  การพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาตับเต่า โดยใช้กระบวนการเทียบเคียงสมรรถนะ มีโรงเรียนห้วยต้อนพิทยาคมเป็นโรงเรียนตัวอย่างที่ดี สามารถดำเนินการพัฒนางานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน กำหนดแนวทางการปฏิบัติงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อใช้ในการดำเนินการในปีการศึกษา 2550 ได้ รวมทั้งสามารถนำกระบวนการเทียบเคียงสมรรถนะไปใช้ในการพัฒนางานด้านอื่นของโรงเรียนต่อไป

ไพรินทร์  โฉมพูดดี  (2551  :  บทคัดย่อ)  ได้ศึกษาการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนน้ำสวยวิทยา อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย ให้ดียิ่งขึ้นโดยมีกลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 12 คน ดำเนินการโดยใช้กลยุทธ์ 3 กลยุทธ์ ได้แก่การประชุมระดมสมอง กิจกรรมการพัฒนา การกำกับติดตามผล ตามกรอบเนื้อหา 2 เนื้อหาได้แก่การป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียน การส่งต่อนักเรียน วิธีการศึกษาใช้หลักวิจัยปฏิบัติการ 2 รอบแต่และวงรอบประกอบด้วย การวางแผน การปฏิบัติการตามแผน การสังเกต และการสะท้อนผล มีกลุ่มผู้ศึกษาค้นคว้า  5  คน ประกอบด้วย ผู้ศึกษาค้นคว้า ครูที่ปรึกษาชั้น ม 4/1 ? 4/2 ครูแนะแนวผู้ปกครองนักเรียน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต ซึ่งมีการตรวจสอบข้อมูลโดย        ใช้เทคนิคการตรวจสอบข้อมูลแบบ 3 เส้า (Triangulation Technique) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธี             การวิเคราะห์เนื้อหา และนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลใช้โดยการพรรณนาวิเคราะห์

ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้ สภาพก่อนการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนน้ำสวยวิทยา อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 12 คน มีคุณลักษณะไม่พึงประสงค์ โดยมีพฤติกรรมเสี่ยง ดื่มสุรา 2 คน               สูบบุหรี่ 10 คน หลังจากได้ดำเนินการพัฒนาในวงรอบที่ 1 ผลปรากฏว่า ด้านการป้องกันและแก้ไขนักเรียน ด้านการส่งต่อนักเรียน โดยภาพรวมแล้ว สามารถแก้ไขปัญหาได้ในระดับหนึ่ง โดยยังมีประเด็นที่มีปัญหาคือนักเรียนกลุ่มเสี่ยงที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 4 คน แต่ที่ต้องการได้รับ                 การพัฒนาอย่างต่อเนื่องอีก และมีปัญหาในบางกิจกรรมที่ไม่น่าพอใจ ซึ่งจะต้องทำการพัฒนาต่อ         ในวงรอบที่ 2 โดยใช้กลยุทธ์ กิจกรรมการพัฒนา และการกำกับติดตามผล ผลการพัฒนาปรากฏว่านักเรียนในกลุ่มเสี่ยงลดลงเหลือเพียง 1 คน ที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยสรุปการพัฒนา การดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนน้ำสวยวิทยา  อำเภอสระใคร  จังหวัดหนองคาย ทั้ง 2 วงรอบแล้ว ทำให้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ดำเนินงานอย่างเป็นระบบมีกิจกรรมการพัฒนาอย่างชัดเจนมีการติดตามมาตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และร่วมกันระดมสมอง เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน

รัตนาพร  พลลาภ  (2551  :  บทคัดย่อ)  ได้ศึกษาการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบ  ดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนมุกดาหาร  อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนมุกดาหาร          อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ตามกรอบการศึกษา  4  องค์ประกอบ  คือ  การรู้จักนักเรียน         เป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริม การป้องกันและแก้ไข  การส่งต่อ โดยใช้การวิจัยปฏิบัติการ (Action Research) 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วยการวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) การสังเกต (Observation) และการสะท้อนผล การพัฒนาระบบโดยใช้โครงสร้างของระบบประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ประการ คือ ปัจจัยนำเข้า (Input) กระบวนการ(Process) และผลงานหรือผลผลิต (Product) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมิน แบบตรวจสอบรายการ การตรวจสอบข้อมูลใช้เทคนิคการตรวจสอบข้อมูลสามเส้า (Triangulation Technique) และนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าเชิงบรรยาย (Narrative  Form)

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า ปัญหาที่พบในการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร คือครูยังไม่เข้าใจระบบ                   การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนไม่มีเทคนิควิธีการให้คำปรึกษาช่วยเหลือนักเรียนขาดความมั่นใจในการให้คำปรึกษาช่วยเหลือนักเรียน ปัญหาของนักเรียนยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องเป็นระบบและต่อเนื่อง  มีอุปสรรคในการทำงานเป็นช่วง ๆ เนื่องจากการดำเนินงานขาด          ความชัดเจนไม่มีบทบาทผู้รับผิดชอบงานอย่างชัดเจน ภายหลังจากการพัฒนาในวงรอบที่ 1 โดย            ใช้กลยุทธ์ในการพัฒนาคือการประชุมปฏิบัติการ และการนิเทศเทคนิคการให้คำปรึกษา พบว่า  ครูกลุ่มเป้าหมายมีความรู้ความเข้าใจในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยเฉพาะมีความเข้าใจใน เรื่องเทคนิคการให้คำปรึกษาได้ดีขึ้น  แต่ยังไม่มั่นใจว่าเมื่อมีสถานการณ์จริงจะปฏิบัติการให้คำปรึกษา            ได้หรือไม่  และไม่เข้าใจเทคนิคการให้ข้อสรุป  และข้อมูลย้อนกลับว่ามีลักษณะอย่างไรที่จะมั่นใจ           ได้ว่าครูที่ให้การปรึกษาจะตัดสินใจสรุปและย้อนกลับข้อมูลได้อย่างถูกต้อง  เพื่อความมั่นใจใน             การปฏิบัติงาน  ผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าจึงได้ประชุมดำเนินการให้มีการนิเทศแบบมีส่วนร่วมเป็นกลยุทธ์ ที่ใช้ในวงรอบที่ 2 โดยมีผู้นิเทศเป็นคณะกรรมการนิเทศของโรงเรียนจากการประชุมสรุปผลการพัฒนา พบว่า กลุ่มเป้าหมายมีความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติการให้คำปรึกษาช่วยเหลือนักเรียนได้ดีขึ้นและเมื่อวางระบบการทำงานให้ชัดเจนทุกขึ้นตอน ครูสามารถปฏิบัติงานได้ตามบทบาทหน้าที่ได้ชัดเจนถูกต้องและรวดเร็ว เป็นผลดีต่อการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้โดยสรุป การพัฒนาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยใช้หลักการพัฒนาด้วยกลยุทธ์การประชุมปฏิบัติการและการนิเทศแบบมีส่วนร่วมทำให้ ผู้ร่วมศึกษาค้นคว้ามีพัฒนาการในการให้คำปรึกษาช่วยเหลือนักเรียนได้ดีขึ้น และมีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบดีขึ้นระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนจะบรรลุเป้าหมายยิ่งขึ้น เมื่อได้รับความร่วมมือจากบุคลากรทุกฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายบริหารต้องให้ความสนใจเอาใจใส่ให้มีการดำเนินการเป็นระบบทุกขั้นตอนและถือเป็นนโยบายของโรงเรียนที่จะต้องพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้ดียิ่งขึ้น

เดชา  จันทร์อาภาท  (2552  :  บทคัดย่อ)  ได้ศึกษาการพัฒนาบุคลากรในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนห้วยแถลงพิทยาคม  อำเภอห้วยแถลง  จังหวัดนครราชสีมา           ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า การพัฒนาบุคลากรในการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในวงรอบที่ 1 โดยใช้กลยุทธ์ศึกษาเอกสาร ประชุมเชิงปฏิบัติการ และการนิเทศ ทำให้ครูที่ปรึกษาส่วนใหญ่มีความกระตือรือร้นและสามารถดำเนินการตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้ดีแต่ยังมีบางส่วนที่พบข้อบกพร่อง จึงต้องได้รับการพัฒนาในวงรอบที่ 2 โดยใช้กลยุทธ์ การประชุมปรึกษาหารือ และการนิเทศ ทำให้ครูที่ปรึกษาได้มีความรู้ความเข้าใจ สามารถจัดกิจกรรมการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดกับนักเรียนได้อย่างทันท่วงที จากการศึกษาในครั้งนี้ ผู้บริหารหรือผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ควรให้ความสำคัญในการปฏิบัติงาน นิเทศกำกับติดตามอย่างต่อเนื่อง ครูที่ปรึกษาต้องประสานร่วมมือ แลกเปลี่ยนการทำงานอย่างสม่ำเสมอและต้องประสานร่วมมือกับผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายแห่งความสำเร็จที่ตั้งไว้

โดยสรุป การพัฒนาบุคลากรในการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนห้วยแถลงพิทยาคม อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา โดยใช้กลยุทธ์การศึกษาเอกสารการประชุมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศ  ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มผู้ร่วมศึกษาในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน นำไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ควรสนับสนุนส่งเสริมให้นำกลยุทธ์ดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาบุคลากรในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนอื่นต่อไป

พัฒนศักดิ์  ภูมิโคกรักษ์  (2552  :  บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านซับพลู อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา  ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า  การพัฒนาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านซับพลูในวงรอบที่ 1 โดยใช้กลยุทธ์ การประชุมปฏิบัติการ และการนิเทศแบบมีส่วนร่วม โดยการจัดให้มี               การประสานความร่วมมือกับผู้บริหารโรงเรียน แล้วแจ้งให้บุคลากรทราบถึงกำหนดการในการดำเนินงาน ตลอดทั้งความมุ่งหมายในการดำเนินการ ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากการบันทึก การสังเกต               การสัมภาษณ์ การทำแบบทดสอบ ทำให้บุคลากรส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ทั้ง 5 องค์ประกอบ กล่าวคือ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียนการส่งเสริมนักเรียน การป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียน การส่งต่อ ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ยังมีปัญหาอยู่ส่วนหนึ่ง นั่นคือ ครูที่ปรึกษา ประจำชั้นเรียนบางคนยังขาดความมั่นใจในการปฏิบัติงาน  บางขั้นตอน จึงใช้กลยุทธ์การประชุมปฏิบัติการและการนิเทศแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาต่อในวงรอบที่ 2 ต่อไป ซึ่งได้ประสานความร่วมมือกับผู้บริหารโรงเรียน แล้วแจ้งให้บุคลากรที่จะพัฒนาทราบถึงกำหนดการในการดำเนินงาน ตลอดทั้งความมุ่งหมายในการดำเนินการ ซึ่งรวบรวมข้อมูล จากการบันทึก การสังเกต การสัมภาษณ์การทำแบบทดสอบ อีกครั้งหนึ่งและให้มีการกำกับติดตาม    ทุกสัปดาห์

สรุปรายงานผลให้โรงเรียนทราบโดยผ่านฝ่ายกิจการนักเรียนทุกเดือนสรุปผล                  การดำเนินงานเป็นภาคเรียน ส่งผลให้ครูที่ปรึกษาประจำชั้นเรียนสามารถดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพลดปัญหาพฤติกรรมของนักเรียนที่ผิดต่อระเบียบวินัยของโรงเรียนได้เป็นอย่างดี ครูที่ปรึกษาประจำชั้นเรียนเข้าใจ มั่นใจในการปฏิบัติงาน มีการนิเทศกำกับติดตามอยู่เสมอและเป็นระบบโดยสรุป  ผลการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือ      นักเรียนโรงเรียนบ้านซับพลูโดยใช้กลยุทธ์  การประชุมปฏิบัติการ  และการนิเทศแบบมีส่วนร่วม      มีการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เป็นจำนวน 2 วงรอบ ซึ่งทำให้บุคลากร           มีประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ครูที่ปรึกษาประจำชั้นเรียนมีความรู้ความมั่นใจสามารถปฏิบัติงาน            ได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้ง 5 องค์ประกอบ และยังมีส่วนร่วมในการนิเทศกำกับติดตาม อีกทางหนึ่งด้วยจึงควรสนับสนุนให้นำกลยุทธ์ดังกล่าวนั้นมาใช้พัฒนาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนอื่น ๆ  ต่อไป

รุ่งรัตน์  เชื้อไทย  (2552  :  บทคัดย่อ)  ได้ศึกษาการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนวันครู 2502 อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา  ผลการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในวงรอบที่ 1 โดยใช้กลยุทธ์ การประชุมเชิงปฏิบัติการจัดกิจกรรมการอบรมให้ความรู้ การปฏิบัติตามกรอบแผนงานการนิเทศ โดยใช้แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินผลการรณรงค์จัดกิจกรรมเสียงตามสายกิจกรรมติดป้ายโปสเตอร์ ทำให้ครูส่วนใหญ่มีความรู้สามารถในการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน แต่มีครูส่วนน้อยยังไม่สามารถดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  จึงมีการพัฒนาในวงรอบที่ 2 โดยใช้กลยุทธ์ การประชุมเชิงปฏิบัติการ จัดกิจกรรมการอบรมให้ความรู้ การปฏิบัติตามกรอบแผนงาน ผลการดำเนินงาน ทำให้ครูมีผลการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยสรุป การพัฒนาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในวงรอบที่ 1 โดยใช้กลยุทธ์ การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการนิเทศ เมื่อครบ  2  วงรอบ แล้ว ทำให้ครูเกิดการพัฒนา การดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรส่งเสริมสนับสนุนให้นำกลยุทธ์ดังกล่าวนั้นไปใช้ในการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนอื่นต่อไป

สุนันท์  โพธิบาย  (2552  :  บทคัดย่อ)  ได้ดำเนินการประเมินผลระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อประเมินการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้รูปแบบซีโปเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักเรียนระดับช่วงชั้นที่ 2 - 3 ต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ครูนำไปปฏิบัติและเปรียบเทียบความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานต่อการมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน  กลุ่มตัวอย่าง  คือ  ผู้บริหารสถานศึกษา  ครูแนะแนวครูที่ปรึกษา  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  และนักเรียนช่วงชั้นที่ 2-3  ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองบัวลำภู  เขต 1  ปีการศึกษา  2551  ผลการวิจัยปรากฏดังนี้

1.  ผลการปฏิบัติงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในแต่ละด้านดังนี้

1.1  ด้านปัจจัยพื้นฐานสภาวะแวดล้อม โดยรวมโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา             มีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับปานกลาง เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย  ได้แก่  ความเหมาะสมของวัตถุประสงค์ ความต้องการจำเป็น และความเป็นไปได้ของโครงการ

1.2  ด้านกระบวนการปฏิบัติระหว่างดำเนินโครงการ โดยรวมโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษามีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก เรียงจากมากไปหาน้อยได้แก่ ช่วงเวลาดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และกิจกรรมการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

1.3  ด้านผลผลิตของโครงการ โดยรวมโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษามีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก เรียงจากมากไปหาน้อยได้แก่ ท่านเห็นว่าระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน ผู้บริหารสถานศึกษา กับครูที่ปรึกษาและ ครูแนะแนวให้การดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างทั่วถึงและใกล้ชิด และท่านมีความพึงพอใจต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียน

2.  ผลการดำเนินการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา

2.1  นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กมีความคิดเห็นด้วยเกี่ยวกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ครูนำไปปฏิบัติสูงกว่านักเรียนในโรงเรียนขนาดกลางและโรงเรียนขนาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

2.2  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนขนาดกลางมีส่วนร่วมใน              การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนสูงกว่าคณะกรรมการในโรงเรียนขนาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

โดยสรุป การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาอยู่ในระดับที่น่าพอใจ  บุคลากรในโรงเรียนได้ดำเนินงานอย่างเต็มความสามารถมี                    การปรับปรุงกระบวนการทำงานในทุกขั้นตอนเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือในการเข้ามามีส่วนร่วม             ในการดำเนินงานเป็นอย่างดีจึงส่งผลให้การดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อสนเทศจากผลการวิจัยนี้              ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนให้เกิดประสิทธิภาพต่อไป


2. งานวิจัยต่างประเทศ

Ulak  (2002  :  2150 - A) ได้ทำการศึกษาการกำหนด (ค้นหา) ตัวแปรในกระบวนดูแลที่สอดคล้อง (ตรงประเด็น) กับการฟื้นตัวของเด็กที่ได้รับปฏิบัติต่ออย่างมิชอบ:การศึกษาเชิงคุณภาพในมุมมองของผู้รับคำปรึกษาและผู้ให้คำปรึกษาAbstract บทคัดย่อเป็นการศึกษาประสบการณ์ในการให้รับคำปรึกษาในมุมมอง (ความเห็น) ของผู้ให้-ผู้รับคำปรึกษาวัตถุประสงค์ ของการวิจัยเพื่อตรวจสอบกระบวนการฟื้นตัวของเด็กที่ได้รับการปฏิบัติต่ออย่างมิชอบ (ข้อมูลการตรวจสอบได้จากขณะที่เด็กเข้ารับคำปรึกษาจากผู้ให้คำปรึกษา) การวิจัยก่อน ๆ มักจะวิเคราะห์แบบย้อนความหลัง (เล่าเรื่องเก่า) ของการเข้ารับคำปรึกษาของเด็ก ขณะที่การวิจัยในปัจจุบันจะสำรวจดูแลในรูปแบบสองด้าน (ผู้ให้ - ผู้รับ) และถือว่าดูแลในรูปแบบสองด้าน(ผู้ให้ - ผู้รับ) และถือว่าดูแลเป็นกระบวนการที่จะต้องดำเนินไปเรื่อย ๆ

การศึกษาวิจัยในปัจจุบันจะเน้นดูแล 8 คู่ ผู้รับคำปรึกษาเป็นหญิง 7 คน ชาย 1 คนผู้ให้คำปรึกษาเป็นหญิง 6 คน ซึ่งรูปแบบดูแลและมุมมองที่แตกต่างกันผู้รับคำปรึกษาจะเป็นเด็กนักเรียน          ที่ให้ประเด็นการได้รับปฏิบัติต่ออย่างมิชอบที่แตกต่างกัน  (ตอนนี้เด็กพวกนี้เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแล้ว) ผู้วิจัยได้ส่งข้อมูลการวิจัยให้นักศึกษาเข้าใหม่ เพื่อสอบถามความสมัครใจจะเข้าโครงการวิจัย

การวิจัยและทฤษฎีเกี่ยวกับการปฏิบัติมิชอบต่อเด็ก,การฟื้นตัวจากการได้รับการปฏิบัติ          มิชอบ  กระบวนการบำบัดรักษา  ที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นข้อมูลที่ผู้วิจัยนำมาประกอบการสร้างเป็นแบบสอบถาม แล้วนำไปให้ผู้ให้-รับคำปรึกษากรอกหลังจากเสร็จดูแล คำถามหลักดูแล 5 ข้อมีคำตอบ (อัตนัย) รวม 640 ฉบับ ในแบบสอบถามจะมีมาตรวัดจัดอันดับแบบ Likert 10 อันดับข้อคำถามเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้จากการเข้ารับคำปรึกษา

นำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงคุณภาพ ผลการวิเคราะห์ที่สนับสนุนสมมติฐาน เช่น ปัญหาที่ตามมาหลังจากเด็กได้รับการปฏิบัติโดยมิชอบ,การฟื้นตัวของเด็กจะเป็นไปตามลำดับขั้นตอน,มุมมองของผู้ให้และผู้รับคำปรึกษาน่าจะมีระดับความคล้ายกันสูง ความเข้าใจ (ในวัตถุประสงค์ของดูแล) ของผู้รับคำปรึกษาเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในการที่เด็กจะเข้ารับคำปรึกษา และมีความรู้สึกเจ็บปวดใจ              (จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ขณะที่นักศึกษารับคำปรึกษา และสุดท้ายความแตกต่างกันใน            การตอบแบบสอบถามเนื่องมาจากทั้งสองฝ่ายมีบทบาทต่างกัน

ผลการศึกษาครั้งนี้เสนอแนะว่า การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้เป็นความสำคัญยิ่งต่อ           ทั้งผู้ให้ - รับคำปรึกษา การบำบัดรักษายังให้ผล (ต่อการฟื้นตัวของเด็ก) น้อยกว่าการทำความเข้าใจโดยเฉพาะในกรณีผู้รับคำปรึกษาที่ชอบจะอยากรู้ในเรื่องที่ไม่สำคัญ แต่การค้นพบ (ผลการศึกษา)                    ครั้งนี้  ก็สอดคล้องและขยายผลการศึกษาของนักวิจัยอื่นที่เสนอให้มีการสร้างพันธมิตรที่ดี (ระหว่างผู้ให้ - รับคำปรึกษา)  เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงและลดความกังวลใจของผู้รับคำปรึกษาสุดท้าย (ของการวิจัย) ยังกล่าวถึงข้อจำกัดในการนำผลการวิจัยครั้งนี้ไปใช้ในการดูแล

Dickson  (2003  :  359 - A) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการแนะแนวและให้คำปรึกษาทาง                  การศึกษา,เทคโนโลยีการศึกษาพบว่า บทคัดย่อ บทบาท หน้าที่ ของผู้ให้คำปรึกษาในโรงเรียนมี          หลายรูปแบบ เขาต้องเผชิญกับประเด็น ปัญหา ดูแลส่วนบุคคลหลากหลายประเด็น เขาต้องช่วยนักเรียนในเรื่องการเรียน(วิชาการ)และต้องมีความเข้าใจที่ดีและสิ่งที่ท้าทายต่อระบบการศึกษารวมทั้งการให้ทางเลือก(แก่นักเรียน)ในการเรียน เช่น การเรียนทางไกลผ่านอินเตอร์เน็ต และการเรียนที่บ้าน                 ผู้ให้คำปรึกษาในโรงเรียนจะต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ในการจัดแผนการเรียนชั้น ม. 2 ?ม.6 ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนเข้าเรียนต่อหลังจากจบจากระดับมัธยมศึกษา ระดับอุดมศึกษาได้อย่างดีหรือช่วยให้เด็กจบระดับมัธยมศึกษาแล้วเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ง่ายขึ้น หน้าที่ของผู้ให้คำปรึกษาในโรงเรียนจะต้องกว้างขวาง แก้ปัญหาความขัดแย้ง สนับสนุนช่วยนักเรียนโดยการจัดกิจกรรมพิเศษ เช่น การบริหารจัดการความโกรธ,ส่งเสริมทักษะในการเรียน ประสานกับหน่วยบริการในชุมชนและเป็นผู้เรียกร้องสิทธิของนักเรียน ดังนั้น คำถามของการวิจัยครั้งนี้คือ เว็บเพจ ดูแลของโรงเรียนมัธยมศึกษา Westview ช่วยให้นักเรียนพาตัวเองผ่านระบบการศึกษาเรียนจบหลักสูตร และเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา /ตลาดแรงงานได้อย่างไร

Mackey  (2003  :  1146-A) ได้ศึกษาผลกระทบของอุดมการณ์ในการควบคุมอัตรา            การออกโรงเรียนกลางคันของนักเรียนตามการรับรู้ของคณะบริหารในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ระดับ 4 - A ในรัฐเทกซัส ผลงานวิจัยที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า ผู้บริหารมีบทบาทสำคัญในการปรับบรรยากาศโรงเรียน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจของนักเรียนในการเรียนต่อ            หรือจะออกกลางคัน การศึกษา ครั้งนี้จึงมุ่งหาความสัมพันธ์ของอุดมการณ์ในการควบคุมนักเรียน            จากสมาชิก คณะบริหารจำนวน 14 คน จากโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายระดับ 4 - A จำนวน 22 โรง ในรัฐเทกซัสที่มีต่ออัตราการออกโรงเรียนกลางคันในวิทยาเขตเหล่านี้  ผลการศึกษา  พบว่า  ไม่มีความสัมพันธ์ ทางสถิติระหว่างอุดมการณ์ในการควบคุมนักเรียนกับอัตราการออกโรงเรียนกลางคันของนักเรียน การรักษาให้นักเรียนยังเรียนอยู่ในโรงเรียนนั้น ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศกับการออกโรงเรียนกลางคันอย่างชัดเจน ผู้บริหารจึงควรเป็นแบบอย่างบทบาทในทางบวก ในการยุติข้อท้วงติงที่ดูหมิ่นดูแคลน และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง คณะครูกับนักเรียนผู้บริหารจะต้องเป็น ผู้ส่งเสริมชี้นำโดยใช้การฝึกอบรมครูประจำการประสบการณ์ฝึกอบรมความสนใจ  เรื่อง มนุษยธรรมให้มากยิ่งขึ้นอันจะทำให้การปรับปรุงบรรยากาศทางสังคมของโรงเรียนดีขึ้น

Massare  (2004 : 3151-A)  ได้ศึกษาพฤติกรรมนักเรียนเกี่ยวกับระเบียบว่าด้วยเครื่อง  แต่งกายของนักเรียน ผู้บริหาร ครู และผู้ปกครอง ในการสวมเครื่องแบบโรงเรียน จากการศึกษาเอกสารสำคัญเกี่ยวกับนักเรียนในด้านวินัย การเข้าเรียน และตามนโยบายเครื่องแบบโรงเรียนจากแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามแบบของลิเคิร์ท (Likert) สำรวจผู้บริหารจำนวน 133 คน  ครู และผู้ปกครอง จำนวน 1,336 คน กลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม คือ ผู้บริหาร ครูและผู้ปกครอง พบว่าโดยภาพรวมโรงเรียนที่ทำการศึกษาที่มีนโยบายเกี่ยวกับระเบียบ ว่าด้วยเครื่องแต่งกาย หลังจากได้นำนโยบายเครื่องแบบโรงเรียนไปใช้ ทำให้ปัญหาด้านการทำร้ายร่างกายการทะเลาะวิวาทไม่เคารพเพื่อน และการสั่งพักการเรียนลดลง และการสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นด้วยอย่างยิ่ง และสนับสนุนให้นักเรียนใช้เครื่องแบบโรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียน และครูสนับสนุน และรับรองคุณภาพสำหรับเครื่องแบบโรงเรียน จากกลุ่มตัวอย่างทั้ง 3 กลุ่ม เห็นว่าพฤติกรรมที่ปรับปรุงดีขึ้นเท่าที่เป็น        ไปได้  การศึกษาโรงเรียนทั้ง 3 โรง ในรัฐนิวเจอร์ซี่ เป็นรูปแบบการศึกษาที่สามารถใช้แทนได้จากกลุ่มโรงเรียนกลุ่มหนึ่ง เพื่อกำหนดผลกระทบของนโยบายเครื่องแบบโรงเรียนที่มีผลต่อนักเรียนของกลุ่มโรงเรียนนั้น

Langbell  (2006  :  57)  ได้ศึกษาการพัฒนานโยบายความร่วมมือกันในการประกันคุณภาพเพื่อการเชื่อมต่อโรงเรียนของรัฐถึงโรงเรียนเอกชนในระดับสูงกว่ามัธยมต้น โครงการนี้                 มุ่งศึกษา  ความร่วมมือกันในกลุ่มโรงเรียนของรัฐและโรงเรียนเอกชนในระดับ จุดมุ่งหมายของงานวิจัยนี้เพื่อจำแนก หาความเหมาะสม ลดภาระปัจจุบันที่ให้การยอมรับไว้วางใจสถาบันการศึกษาของรัฐของ  กลุ่มนักเรียนโรงเรียนเอกชนในระดับต่ำกว่าปริญญาตรีความสำคัญ ของงานวิจัยนี้               เพื่อประกันคุณภาพการปฏิบัติงานเพื่อให้สามารถทำให้เกิดการยอมรับไว้วางใจในการสอนสาขา            วิชาโปรแกรมของสถาบันการศึกษาของเอกชนโครงงานนี้ได้รวมการ ศึกษามีส่วนได้ส่วนเสียจากโรงเรียนทั้ง  2  ประเภทในการร่วมมือในการออกแบบการอภิปลายในประชุมเชิงปฏิบัติช่วยในการศึกษาวิเคราะห์การปฏิบัติการสอน โครงงานนี้พบเกณฑ์ของการประกันคุณภาพ  การบันทึกข้อเสนอแนะจากการออกแบบการอภิปรายซึ่งเป็นการนำเสนอทางเลือกของสถาบันการศึกษาของ            บริติซโคลัมเบียได้คัดเลือกผลสะท้อนจากผู้เข้าร่วมการวิจัยในประสบการณ์การให้ความร่วมมือ                   ที่เป็นธรรมชาติ

จากการศึกษางานวิจัยทั้งในประเทศ ต่างประเทศ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประเมิน ผลตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนสรุปได้ว่าระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีความสำคัญต่อการพัฒนาเสริมสร้างผู้เรียนให้มีความเข้มแข็ง แต่ในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา

ยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์เนื่องจากผู้เรียนซึ่งเป็นผลผลิตของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนยังมีพฤติกรรม

ที่ไม่พึงประสงค์ ให้สามารถอยู่รอดและได้รับการพัฒนาทุกด้านทั้งร่างกายและจิตใจดังจะเห็นได้ว่ามีเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  เรื่องการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อให้เห็นสภาพทั่วไปของการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขเพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพทั้งทางด้านร่างกายจิตใจสติปัญญาความสามารถ                 มีคุณธรรมจริยธรรมและสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขโดยผ่านกระบวนการทางการศึกษา ตามหลักสูตรสถานศึกษา  และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พุทธศักราช  2542

จากรูปแบบการประเมินต่างๆ นั้น  มีจุดเด่น  จุดด้อย  มีข้อเสียและข้อดีต่างกันแล้ว รูปแบบการประเมินซิปป์  มีจุดเด่นหลายประการที่มีความเหมาะสมที่นำมาประยุกต์ใช้กับการประเมิน

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  ผู้ประเมินจึงมีแนวคิดที่จะประเมินผลโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี              เขต  3  โดยใช้รูปแบบซิปป์ (CIPP  Model)  เพื่อศึกษาบริบท  ปัจจัยนำเข้า  กระบวนการและผลผลิต  พร้อมนำข้อมูลไปใช้ในการปรับปรุงพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพต่อไป

บทที่  3

วิธีดำเนินการประเมิน

 

การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  มีขั้นตอนในการดำเนินงานดังนี้

1.  ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมิน

2.  กรอบแนวคิดในการประเมินโครงการ

3.  เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการ

4.  การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการ

5.  การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล

6.  การวิเคราะห์ข้อมูล

7.  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

 

ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมิน

 

1.  ประชากร

ประชากรที่ใช้ในการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้าน                 นาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ในครั้งนี้  ได้แก่

1.1  ครู                                                                        จำนวน  21  คน

1.2  นักเรียน                                                              จำนวน  291  คน

1.3  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน         จำนวน  15  คน

รวมทั้งสิ้น                                                         จำนวน  327  คน

2.  กลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3                ในครั้งนี้  ได้มาโดยใช้วิธีการแบบเจาะจง  (Purposive  sampling) โดยใช้ประชากรทั้งหมดเป็น              กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่

2.1  ครู                                                                        จำนวน  21  คน

2.2  นักเรียน                                                              จำนวน  291  คน

2.3  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  (ไม่นับรวมตัวแทนผู้บริหาร

และครูที่เป็นคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน)                  จำนวน  13  คน

รวมทั้งสิ้น                                                        จำนวน  325  คน

 

กรอบแนวคิดในการประเมินโครงการ

 

ในการศึกษาครั้งนี้   เป็นการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้าน นาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินของแดเนียล แอล สตัฟเฟิลบีม (Daniel L. Stufflebeam) หรือที่เรียกว่ารูปแบบ การประเมินแบบซิปป์ (CIPP  Model)  เป็นกรอบแนวคิดในการประเมินโดยจะทำการประเมินใน             4  ด้าน  ดังนี้

1.  ด้านบริบท (Context  Evaluation)  เป็นการประเมินเกี่ยวกับความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ของโครงการ  หลักการและเหตุผลของโครงการ  และด้านโครงสร้างของโครงการ

2.  การประเมินด้านปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation)  เป็นการประเมินเกี่ยวกับความรู้          ความพร้อม ความสามารถ ความเพียงพอ ความเหมาะสมของบุคลากร งบประมาณ ระยะเวลา                วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์

3.  การประเมินด้านกระบวนการ (Process Evaluation)  เป็นการประเมินความเหมาะสมของการบริหารโครงการ  มีขั้นเตรียมการ  ขั้นการดำเนินงาน  และขั้นประเมินผลระหว่างดำเนินงาน  ตลอดจนความเหมาะสมของการปฏิบัติงานในอันที่จะทำให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ

4.  ด้านผลผลิต (Product Evaluation)  เป็นการประเมินเกี่ยวกับประสิทธิภาพ  ผลการจัดกิจกรรม  และพฤติกรรมการเรียนรู้

ผู้ประเมินได้กำหนดกรอบแนวคิดในการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน            โรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3             โดยการนำรูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP  Model)  มาใช้เป็นกรอบแนวคิดในการประเมิน           ดังแผนภาพที่  7   ต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


แผนภาพที่ 7 กรอบแนวคิดในการประเมินโครงการ

 

เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการ

 

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้  เป็นแบบสอบถามการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  สำหรับ  ครู  นักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน              เป็นผู้ตอบแบบสอบถาม  แบ่งเป็น  2  ตอน  ดังนี้

ตอนที่  1  ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม  เป็นแบบตรวจรายการ  (Rating  Scale)  จำนวน  3  ข้อ  ประกอบด้วย  เพศ  สถานภาพ  และระดับชั้น

ตอนที่  2  ผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทราย น้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating  Scale)  5  ระดับ  จำนวน  48  ข้อ  สอบถามความคิดเห็นครู  นักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ในเชิงประเมินเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านบริบท  ด้านปัจจัยนำเข้า  ด้านกระบวนการ  และด้านผลผลิต

 

การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการ

 

ผู้ประเมินได้ดำเนินการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี             เขต  3  ตามขั้นตอนดังนี้

1.  ศึกษาวิธีการประเมินโครงการ  และระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  จากเอกสาร               และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  เพื่อกำหนดกรอบโครงสร้างของสิ่งที่จะประเมิน

2.  ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถาม  และกำหนดรูปแบบของแบบสอบถามจากหนังสือการวิจัยเบื้องต้นของบุญชม  ศรีสะอาด (2545  :  66 ? 72)   เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบสอบถามสำหรับใช้ในการประเมินโครงการครั้งนี้

3.  นำผลที่ได้จากศึกษามาสร้างแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า  (Rating  Scale)  5 ระดับ  เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3

4.  นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้นเสนอผู้เชี่ยวชาญ  เพื่อพิจารณาความถูกต้องความตรง       ตามเนื้อหา (Content  Validity)  ของแบบสอบถามแต่ละข้อ  ซึ่งผู้เชี่ยวชาญ  5  ท่าน ประกอบด้วย

4.1  นายเสรี  อรสูญ

ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ  โรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด

4.2  นายสมเกียรติ  ศรีธงชัย

ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ  โรงเรียนบ้านถ่อนนาเพลิน

4.3  นายสุเมธา  พรหมเครือ

ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ  โรงเรียนบ้านไชยวานโนนลือชัย

4.4  นายเพิ่มศักดิ์  เมฆวรรณ

ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ  โรงเรียนบ้านนายม

 

4.5  นายสุริยน  จันทรัตนา

ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ  โรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์

จากนั้นนำคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาหาค่าเฉลี่ย  เพื่อพิจารณาดัชนี          ความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามและวัตถุประสงค์ (Item ? Objective  Congruence Index : IOC)  โดยพิจารณาคัดเลือกแบบสอบถามข้อที่มีค่าเฉลี่ย  ตั้งแต่  .05  ถึง  1.00  เป็นเกณฑ์  ผลปรากฏว่าได้ค่า  IOC  ตั้งแต่  0.50 ? 1.00

5.  ผู้ประเมินนำเครื่องมือที่ปรับปรุงตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญแล้วไปทดลองใช้           (Try  out)  กับโรงเรียนบ้านถ่อนนาเพลิน  อำเภอพิบูลย์รักษ์  จังหวัดอุดรธานี  เป็นกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่างที่แท้จริง  จำนวน  30  คน  เพื่อหาค่าความเชื่อมั่น(Reliability) ของแบบสอบถามที่เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating  Scale)  โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coeffcient)  ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach)  ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ  เท่ากับ  0.90

6.  นำแบบสอบถามที่มีคุณภาพเหมาะสมแล้ว  ไปจัดพิมพ์เป็นฉบับจริง  เพื่อนำไปใช้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่แท้จริงต่อไป

 

การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล

 

ผู้ประเมินนำเครื่องมือที่สร้างขึ้น ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองตามขั้นตอนดังนี้

1.  นำข้อมูลจากแบบสอบถามที่ได้รับจาก  การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3  สำหรับครู  นักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  เป็นผู้ตอบแบบสอบถามตามลำดับ   ผู้ประเมินได้ดำเนินการประสานงานเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง  จำนวน  325  คน  โดยดำเนินการดังนี้

1.1  ครู  ผู้ประเมินได้มอบแบบสอบถามให้กับกลุ่มตัวอย่างด้วยตนเอง  แล้วนัดหมายวันเวลาขอรับแบบสอบถามคืน

1.2  นักเรียน  ผู้ประเมินมอบให้ครูประจำชั้นเป็นผู้มอบแบบสอบถามให้กับ            กลุ่มตัวอย่างนักเรียน  แล้วนัดหมายวันเวลาขอรับแบบสอบถามคืนและส่งให้ผู้ประเมินในลำดับถัดไป

1.3  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ผู้ประเมินได้มอบแบบสอบถามให้กับกลุ่มตัวอย่างด้วยตนเอง  แล้วนัดหมายวันเวลาขอรับแบบสอบถามคืน

โดยนำส่งแบบสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่าง  325  ชุด  ได้รับกลับคืน  325  ชุด  เป็นแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์  325  ชุด  คิดเป็นร้อยละ  100  นำมาวิเคราะห์  และแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป

2.  เก็บข้อมูลจากการวิจัยเอกสาร  ซึ่งได้แก่  ข้อมูลผลของโครงการที่มีต่อการลดจำนวนนักเรียนกลุ่มเสี่ยง  กลุ่มมีปัญหา  และนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์เก็บรวบรวมข้อมูลสถิติก่อนดำเนินงานโครงการในปีการศึกษา  2552  และหลังการดำเนินโครงการในปีการศึกษา  2553   จากเอกสารรายงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  นำเสนอผลของโครงการที่มีต่อการลดจำนวนนักเรียนกลุ่มเสี่ยง  กลุ่มมีปัญหา  และนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ก่อนและหลังการดำเนินโครงการ

 

การวิเคราะห์ข้อมูล

 

ผู้ประเมินดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล  โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป  โดยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับดังต่อไปนี้

1.  ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม  วิเคราะห์โดยนำข้อมูลมาแจกแจงความถี่             แล้วแปลงเป็นค่าร้อยละ (Percentage)

2.  ข้อมูลความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ที่ได้จากแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating  Scale)   นำมาตรวจ          ให้คะแนน  โดยใช้เกณฑ์คะแนน  ดังนี้  (บุญชม  ศรีสะอาด.  2545)

มากที่สุด เท่ากับ 5 คะแนน หมายถึง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด

มาก           เท่ากับ 4 คะแนน หมายถึง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก

ปานกลาง เท่ากับ 3 คะแนน หมายถึง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง

น้อย          เท่ากับ 2 คะแนน หมายถึง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับน้อย

น้อยที่สุด  เท่ากับ 1 คะแนน หมายถึง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับน้อยที่สุด

3.  นำข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามมาคำนวณหาค่าเฉลี่ย (Mean)  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard  Deviation)  จากนั้นผู้ประเมินได้นำเสนอเนื้อหาสาระในการประเมินทั้งหมด            ในรูปของตารางประกอบการพรรณนาวิเคราะห์  โดยแปลความหมายดังนี้  (บุญชม  ศรีสะอาด.  2545  :  100)

 

ค่าเฉลี่ย                            ระดับความคิดเห็น

4.51 - 5.00                     มีผลการดำเนินโครงการ  อยู่ในระดับมากที่สุด

3.51 - 4.50                     มีผลการดำเนินโครงการ  อยู่ในระดับมาก

2.51 - 3.50                     มีผลการดำเนินโครงการ  อยู่ในระดับปานกลาง

1.51 - 2.50                     มีผลการดำเนินโครงการ  อยู่ในระดับน้อย

1.00 - 1.50                     มีผลการดำเนินโครงการ  อยู่ในระดับน้อยที่สุด

 

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

 

1.  สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพของเครื่องมือ ได้แก่

1.1  ความตรงตามเนื้อหา  (Content  Validity)  มีสูตรในการคำนวณ  ดังนี้

IOC    =

R =   ผลคูณของคะแนนกับจำนวนผู้เชี่ยวชาญ

ในแต่ละระดับความสอดคล้อง

n =  จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด  (สมนึก  ภัททิยธนี.  2541  :  219-221)

1.2  ความเชื่อมั่น (Reliability)  ของแบบสอบถามที่เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating  Scale)  โดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coeffcient)  ตามวิธีของครอนบาค  (Cronbach.  1970  อ้างถึงในบุญชม   ศรีสะอาด.  2545  :  99)  ซึ่งมีสูตรในการคำนวณ  ดังนี้

a  =

เมื่อ      a  =  ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ

k = จำนวนข้อสอบ

=  ผลรวมของความแปรปรวนของแต่ละข้อ

=  ความแปรปรวนของคะแนนรวม

 

2.  สถิติพื้นฐาน ได้แก่

2.1  ค่าร้อยละ  (Percentage) มีสูตรในการคำนวณ  ดังนี้

P    =      x  100

 

เมื่อ      P    =  ร้อยละ

f =    ความถี่ที่ต้องการแปลงให้ร้อยละ

N =    จำนวนความถี่ทั้งหมด

2.2  ค่าเฉลี่ย  ()  (พวงรัตน์  ทวีรัตน์.  2538)  มีสูตรในการคำนวณ  ดังนี้

 

เมื่อ          =              ค่าเฉลี่ย

=              ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม

n =    จำนวนคะแนนในกลุ่ม

2.3  ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (S.D.)  (พวงรัตน์  ทวีรัตน์.  2538)  มีสูตรในการคำนวณ  ดังนี้

 

เมื่อ     S.D. =    ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

n =    จำนวนกลุ่มตัวอย่าง

=    ผลรวมของคะแนน n  จำนวน

2 =    ผลรวมของคะแนนยกกำลังสอง

 

บทที่  4

 

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

 

การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  โดยนำเสนอผลวิเคราะห์ตามหัวข้อดังนี้

1.  ขั้นตอนการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล

2.  สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

3.  ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

 

ขั้นตอนการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล

 

1.  ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม

2.  ผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด                สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ตามความคิดเห็นของครู  นักเรียน              และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  โดยภาพรวม

3.  ผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด                   สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ตามความคิดเห็นของครู

4.  ผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ตามความคิดเห็นของนักเรียน

5.  ผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด                 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน

6.  การเปรียบเทียบผลของโครงการที่มีต่อการลดจำนวนนักเรียนกลุ่มเสี่ยง  กลุ่มมีปัญหา             และนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ก่อนและหลังการดำเนินโครงการ

สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

 

เพื่อให้มีความเข้าใจตรงกันในการแปลความหมายของข้อมูล  ผู้ประเมินขอนำเสนอสัญลักษณ์และอักษรย่อ  ดังนี้

N         แทน  จำนวน

แทน  ค่าเฉลี่ย

S.D.    แทน  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

 

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

 

1.  ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม

ผู้ตอบแบบสอบถามจากการศึกษาในครั้งนี้  มีข้อมูลทั่วไปดังนี้

 

ตาราง  4 แสดง  จำนวน  ร้อยละ  ของเพศ  สถานภาพ  และระดับชั้นของผู้ตอบแบบสอบถาม

 

สถานภาพ

จำนวน(N=325)

ร้อยละ

1.  เพศ

-  ชาย

-  หญิง

 

161

164

 

49.54

50.46

2.  สถานภาพ

-  ครู

-  นักเรียน

-  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน

 

21

291

13

 

6.46

89.54

4.00

3.  ระดับชั้น

-  ประถมศึกษาปีที่  1

-  ประถมศึกษาปีที่  2

-  ประถมศึกษาปีที่  3

-  ประถมศึกษาปีที่  4

-  ประถมศึกษาปีที่  5

-  ประถมศึกษาปีที่  6

-  มัธยมศึกษาปีที่  1

-  มัธยมศึกษาปีที่  2

-  มัธยมศึกษาปีที่  3

 

36

28

31

44

42

49

18

21

22

 

12.37

9.62

10.65

15.12

14.43

16.84

6.19

7.22

7.56

จากตาราง  4  พบว่า  ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง  (ร้อยละ  50.46)                  และเป็นเพศชาย  (ร้อยละ  49.54)

สถานภาพส่วนใหญ่เป็นนักเรียน  (ร้อยละ  89.54)  รองลงมามีสถานภาพเป็นครู                            (ร้อยละ  6.46)  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  (ร้อยละ  4.00)

ระดับชั้น  ส่วนใหญ่อยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่  6  (ร้อยละ  16.84)  รองลงมา             ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่  4  (ร้อยละ  15.12)  และระดับชั้นประถมศึกษาปีที่  5  (ร้อยละ  14.43)

2.  ผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต 3  ตามความคิดเห็นของครู  นักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  โดยภาพรวม

 

ตาราง  5 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความคิดเห็นของการประเมินโครงการ

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดของครู  นักเรียนและ

คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  โดยภาพรวม

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

1.

ด้านบริบท

4.23

0.54

มาก

2.

ด้านปัจจัยนำเข้า

4.19

0.53

มาก

3.

ด้านกระบวนการ

4.21

0.46

มาก

4.

ด้านผลผลิต

4.17

0.50

มาก

รวมเฉลี่ย

4.20

0.51

มาก

 

จากตาราง  5  พบว่า  ครู  ผู้ปกครอง  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของโครงการโดยภาพรวม  อยู่ในระดับมาก  ( = 4.20)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.19 ? 4.23  สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด  คือ   ด้านบริบท             ( = 4.23)  รองลงมา  คือ  ด้านกระบวนการ  ( = 4.21)  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด  คือ  ด้านผลผลิต( = 4.17)

 

 

ตาราง  6 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความคิดเห็นของการประเมินโครงการ

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดของครู  นักเรียนและ

คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ด้านบริบท

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

1.

วัตถุประสงค์ของโครงการมีความเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของครู นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกับสภาพที่เป็นจริง

4.31

0.46

มาก

2.

กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีนโยบายสนับสนุนให้ครู นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างชัดเจน

4.26

0.44

มาก

3.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีนโยบายสนับสนุนครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินงานระบบ

การดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างชัดเจน

4.32

0.47

มาก

4.

หลักการ แนวคิด ของโครงการมีความสอดคล้องกับความจำเป็นในสภาพปัจจุบัน

4.32

0.47

มาก

5.

แนวทางการปฏิบัติงานตามโครงการมีความชัดเจนเหมาะสม

4.22

0.42

มาก

6.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กำหนดโครงการเพื่อพัฒนานักเรียนอย่างเป็นระบบ

4.09

0.44

มาก

7.

วัตถุประสงค์ของโครงการสอดคล้องกับนโยบายการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ

4.26

0.62

มาก

8.

ความต้องการในการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ ในการดำเนินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.15

0.62

มาก

9.

บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีความรู้

ความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของโครงการ

4.01

0.69

มาก

10.

โรงเรียนมีนโยบาย และแผนการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.17

0.73

มาก

 

ตาราง 6 (ต่อ)

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

11.

โรงเรียนปรับสภาพแวดล้อมและสร้างบรรยากาศในโรงเรียนให้เอื้อต่อการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.34

0.47

มาก

12.

โรงเรียนสำรวจความต้องการของนักเรียนในด้านต่าง ๆ และ

เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

4.27

0.45

มาก

รวมเฉลี่ย

4.23

0.54

มาก

 

จากตาราง  6  พบว่า  ครู  นักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของโครงการ  ด้านบริบท  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=4.23)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.01 ? 4.34  สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ โรงเรียนปรับสภาพแวดล้อมและสร้างบรรยากาศในโรงเรียนให้เอื้อต่อการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน (=4.34)  รองลงมา คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีนโยบายสนับสนุนครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างชัดเจน            และหลักการ แนวคิด ของโครงการมีความสอดคล้องกับความจำเป็นในสภาพปัจจุบัน  (=4.32)  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของโครงการ  (=4.01)

 

ตาราง  7 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความคิดเห็นของการประเมินโครงการ

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดของครู  นักเรียนและ

คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ด้านปัจจัยนำเข้า

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

1.

โรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ประสานความร่วมมือกับชุมชนในการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.30

0.46

มาก






 

ตาราง  7 (ต่อ)

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

2.

โรงเรียนจัดทำคู่มือ กำหนดแนวทาง วิธีการ ประสานงานใน

การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.25

0.51

มาก

3.

ผู้บริหาร ครู และบุคลากรในโรงเรียนมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการ

4.25

0.43

มาก

4.

คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการ

4.29

0.46

มาก

5.

หน่วยงานทางราชการที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ ในการดำเนินโครงการ

4.02

0.42

มาก

6.

โรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้การสนับสนุนงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ ในการดำเนินโครงการ

4.18

0.38

มาก

7.

โรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย กำหนดกรอบแนวคิดใน

การดำเนินงานโครงการร่วมกัน

4.14

0.54

มาก

8.

โรงเรียนกำหนดโครงสร้างการบริหารงาน และแต่งตั้งคณะกรรมการรับผิดชอบโครงการอย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจน

4.12

0.65

มาก

9.

การจัดเตรียมความพร้อมในด้านอาคารสถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานโครงการ

4.12

0.70

มาก

10.

จัดเตรียมข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.03

0.66

มาก

11.

เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ ในการปฏิบัติงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเหมาะสมเพียงพอ

4.30

0.46

มาก

12.

โรงเรียนกำหนดแผนการนิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผลและกำหนดปฏิทินปฏิบัติงานอย่างชัดเจน

4.31

0.46

มาก

รวมเฉลี่ย

4.19

0.53

มาก

 

จากตาราง  7  พบว่า  ครู  นักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของโครงการ  ด้านปัจจัยนำเข้า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=4.19)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.02 ? 4.31  สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ โรงเรียนกำหนดแผนการนิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผลและกำหนดปฏิทินปฏิบัติงานอย่างชัดเจน (=4.31)  รองลงมา คือ เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ ในการปฏิบัติงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเหมาะสมเพียงพอ  (=4.30)  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ หน่วยงานทางราชการที่เกี่ยวข้องให้            การสนับสนุนงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ ในการดำเนินโครงการ  (=4.02)

 

ตาราง  8 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความคิดเห็นของการประเมินโครงการ

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดของครู  นักเรียนและ

คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ด้านกระบวนการ

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

1.

โรงเรียนดำเนินงานตามแผนของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย

4.27

0.44

มาก

2.

โรงเรียนจัดประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกันเพื่อกำหนดนโยบาย วัตถุประสงค์ และเป้าหมายการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.31

0.46

มาก

3.

โรงเรียนมีการปฏิบัติงานเป็นทีม และประสานงานร่วมกันระหว่างครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครองและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

4.21

0.41

มาก

4.

จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้ ความเข้าใจ และสร้างความตระหนักงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

4.22

0.42

มาก

5.

จัดกิจกรรมส่งเสริม และพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนเพื่อปรับเปลี่ยนเจตคติ และการปฏิบัติตนของนักเรียน

4.20

0.40

มาก

6.

จัดกิจกรรมส่งเสริมผู้ปกครองให้ความร่วมมือกับโรงเรียนในการเอาใจใส่ดูแลบุตรหลานของตน

4.25

0.44

มาก

7.

จัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันการใช้สิ่งเสพติดในโรงเรียนและชุมชนอย่างต่อเนื่อง

4.05

0.61

มาก

ตาราง  8 (ต่อ)

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

8.

จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรอย่างหลากหลาย เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

4.02

0.47

มาก

9.

จัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาความประพฤติชู้สาวอย่างต่อเนื่อง

4.30

0.46

มาก

10.

โรงเรียนจัดให้มีการรายงานผลการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นระยะเวลาตลอดปีการศึกษา

4.24

0.43

มาก

11.

โรงเรียนจัดเก็บและรวบรวมหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการอย่างเป็นระบบ และสามารถตรวจสอบได้

4.26

0.44

มาก

12.

ดำเนินการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ความรู้ในการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้แก่โรงเรียนและสาธารณชนได้รับทราบ

4.22

0.42

มาก

รวมเฉลี่ย

4.21

0.46

มาก

 

จากตาราง  8  พบว่า  ครู  นักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของโครงการ  ด้านกระบวนการ  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=4.21)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.02 ? 4.31  สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ โรงเรียนจัดประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกันเพื่อกำหนดนโยบาย วัตถุประสงค์ และเป้าหมายการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน (=4.31)  รองลงมา คือ จัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาความประพฤติชู้สาวอย่างต่อเนื่อง  (=4.30)  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรอย่างหลากหลาย เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์  (=4.02)

 

 

 

 

 

 

ตาราง  9 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความคิดเห็นของการประเมินโครงการ

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดของครู  นักเรียนและ

คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ด้านผลผลิต

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

1.

นักเรียนให้ความร่วมมือในการดำเนินงานโครงการด้วย              ความเต็มใจ

4.29

0.45

มาก

2.

นักเรียนรู้จักวิธีป้องกันตนเอง และสามารถป้องกันตนเองได้โดยหลีกเลี่ยงอบายมุข  เช่น  ยาเสพติด การพนัน พฤติกรรมชู้สาว            เป็นต้น

4.20

0.40

มาก

3.

นักเรียนมีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม

4.21

0.41

มาก

4.

ผู้บริหาร ครู ตระหนักในหน้าที่ และความรับผิดชอบเต็มใจที่จะดูแลช่วยเหลือ และเอาใจใส่นักเรียน

4.25

0.43

มาก

5.

ผู้ปกครองนักเรียนมีส่วนร่วมในโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.15

0.35

มาก

6.

ผู้ปกครองนักเรียนมีความศรัทธาไว้วางใจโรงเรียนให้ความสำคัญต่อการติดตามดูแลพฤติกรรมนักเรียน

4.03

0.35

มาก

7.

ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พึงพอใจต่อการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.15

0.68

มาก

8.

โรงเรียนนำผลการวิเคราะห์ข้อมูล ไปปรับปรุงพัฒนางานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างต่อเนื่อง

4.16

0.56

มาก

9.

ผู้ปกครองนักเรียน ชุมชน สร้างเครือข่ายประสานงานกับโรงเรียนสอดส่องดูแลพฤติกรรมนักเรียน

4.18

0.63

มาก

10.

ผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีการประสานความร่วมมือมากขึ้น

4.02

0.58

มาก

11.

กิจกรรมของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์มากขึ้น

4.24

0.43

มาก

ตาราง  9 (ต่อ)

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

12.

ผู้บริหาร  ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ภาคภูมิใจต่อการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.20

0.53

มาก

รวมเฉลี่ย

4.17

0.50

มาก






 

จากตาราง  9  พบว่า  ครู  นักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของโครงการ  ด้านผลผลิต  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=4.17)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.02 ? 4.29  สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ นักเรียนให้ความร่วมมือในการดำเนินงานโครงการด้วยความเต็มใจ (=4.29)  รองลงมา คือ ผู้บริหาร ครู ตระหนักในหน้าที่ และความรับผิดชอบเต็มใจที่จะดูแลช่วยเหลือ และเอาใจใส่นักเรียน  (=4.25)  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ผู้บริหาร  ครู นักเรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีการประสานความร่วมมือมากขึ้น  (=4.02)

 

3.  ผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต 3  ตามความคิดเห็นของครู

 

ตาราง  10 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความคิดเห็นของการประเมินโครงการ

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดของครู  โดยภาพรวม

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

1.

ด้านบริบท

4.21

0.50

มาก

2.

ด้านปัจจัยนำเข้า

4.20

0.46

มาก

3.

ด้านกระบวนการ

4.21

0.41

มาก

4.

ด้านผลผลิต

4.24

0.48

มาก

รวมเฉลี่ย

4.20

0.46

มาก

 

จากตาราง  10  พบว่า  ครู  มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของโครงการโดยภาพรวม  อยู่ในระดับมาก  ( = 4.20)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.20 ? 4.24  สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด  คือ   ด้านผลผลิต  ( = 4.24)  รองลงมา  คือ  ด้านบริบทและด้านกระบวนการ  ( = 4.21)  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด  คือ  ด้านปัจจัยนำเข้า ( = 4.20)

 

ตาราง  11 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความคิดเห็นของการประเมินโครงการ

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดของครู  ด้านบริบท

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

1.

วัตถุประสงค์ของโครงการมีความเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของครู นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกับสภาพที่เป็นจริง

4.33

0.48

มาก

2.

กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีนโยบายสนับสนุนให้ครู นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างชัดเจน

4.14

0.36

มาก

3.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีนโยบายสนับสนุนครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินงานระบบ

การดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างชัดเจน

4.29

0.46

มาก

4.

หลักการ แนวคิด ของโครงการมีความสอดคล้องกับความจำเป็นในสภาพปัจจุบัน

4.43

0.51

มาก

5.

แนวทางการปฏิบัติงานตามโครงการมีความชัดเจนเหมาะสม

4.38

0.50

มาก

6.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กำหนดโครงการเพื่อพัฒนานักเรียนอย่างเป็นระบบ

4.05

0.38

มาก

7.

วัตถุประสงค์ของโครงการสอดคล้องกับนโยบายการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ

4.24

0.62

มาก

8.

ความต้องการในการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ ในการดำเนินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.14

0.57

มาก

 

ตาราง 11 (ต่อ)

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

9.

บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีความรู้

ความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของโครงการ

4.19

0.60

มาก

10.

โรงเรียนมีนโยบาย และแผนการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.00

0.55

มาก

11.

โรงเรียนปรับสภาพแวดล้อมและสร้างบรรยากาศในโรงเรียนให้เอื้อต่อการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.24

0.44

มาก

12.

โรงเรียนสำรวจความต้องการของนักเรียนในด้านต่าง ๆ และ

เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

4.14

0.36

มาก

รวมเฉลี่ย

4.21

0.50

มาก

 

จากตาราง  11  พบว่า  ครู  มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของโครงการ  ด้านบริบท  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=4.21)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.00 ? 4.43  สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ หลักการ แนวคิด ของโครงการมีความสอดคล้องกับความจำเป็นในสภาพปัจจุบัน (=4.43)  รองลงมา คือ แนวทางการปฏิบัติงานตามโครงการมีความชัดเจนเหมาะสม  (=4.38)  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ โรงเรียนมีนโยบาย และแผนการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  (=4.00)

 

ตาราง  12 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความคิดเห็นของการประเมินโครงการ

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดของครู  ด้านปัจจัยนำเข้า

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

1.

โรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ประสานความร่วมมือกับชุมชนในการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.14

0.36

มาก






 

ตาราง  12 (ต่อ)

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

2.

โรงเรียนจัดทำคู่มือ กำหนดแนวทาง วิธีการ ประสานงานใน

การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.43

0.60

มาก

3.

ผู้บริหาร ครู และบุคลากรในโรงเรียนมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการ

4.05

0.22

มาก

4.

คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการ

4.38

0.50

มาก

5.

หน่วยงานทางราชการที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ ในการดำเนินโครงการ

4.19

0.40

มาก

6.

โรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้การสนับสนุนงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ ในการดำเนินโครงการ

4.05

0.38

มาก

7.

โรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย กำหนดกรอบแนวคิดใน

การดำเนินงานโครงการร่วมกัน

4.19

0.40

มาก

8.

โรงเรียนกำหนดโครงสร้างการบริหารงาน และแต่งตั้งคณะกรรมการรับผิดชอบโครงการอย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจน

4.14

0.57

มาก

9.

การจัดเตรียมความพร้อมในด้านอาคารสถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานโครงการ

4.14

0.48

มาก

10.

จัดเตรียมข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.43

0.60

มาก

11.

เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ ในการปฏิบัติงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเหมาะสมเพียงพอ

4.19

0.40

มาก

12.

โรงเรียนกำหนดแผนการนิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผลและกำหนดปฏิทินปฏิบัติงานอย่างชัดเจน

4.10

0.30

มาก

รวมเฉลี่ย

4.20

0.46

มาก

 

จากตาราง  12  พบว่า  ครู  มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของโครงการ  ด้านปัจจัยนำเข้า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=4.20)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.05 ? 4.43  สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ โรงเรียนจัดทำคู่มือ กำหนดแนวทาง วิธีการประสานงาน ในการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และจัดเตรียมข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน (=4.43)  รองลงมา คือ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการ  (=4.38)  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ผู้บริหาร ครู และบุคลากรในโรงเรียนมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการ  และโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานให้การสนับสนุนงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ ในการดำเนินโครงการ  (=4.02)

 

ตาราง  13 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความคิดเห็นของการประเมินโครงการ

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดของครู  ด้านกระบวนการ

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

1.

โรงเรียนดำเนินงานตามแผนของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย

4.14

0.36

มาก

2.

โรงเรียนจัดประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกันเพื่อกำหนดนโยบาย วัตถุประสงค์ และเป้าหมายการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.48

0.51

มาก

3.

โรงเรียนมีการปฏิบัติงานเป็นทีม และประสานงานร่วมกันระหว่างครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครองและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

4.10

0.30

มาก

4.

จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้ ความเข้าใจ และสร้างความตระหนักงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

4.29

0.46

มาก

5.

จัดกิจกรรมส่งเสริม และพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน

เพื่อปรับเปลี่ยนเจตคติ และการปฏิบัติตนของนักเรียน

4.14

0.36

มาก

6.

จัดกิจกรรมส่งเสริมผู้ปกครองให้ความร่วมมือกับโรงเรียน

ในการเอาใจใส่ดูแลบุตรหลานของตน

4.05

0.22

มาก

7.

จัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันการใช้สิ่งเสพติดในโรงเรียนและชุมชนอย่างต่อเนื่อง

4.24

0.44

มาก

ตาราง  13 (ต่อ)

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

8.

จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรอย่างหลากหลาย เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

4.05

0.22

มาก

9.

จัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาความประพฤติชู้สาวอย่างต่อเนื่อง

4.43

0.51

มาก

10.

โรงเรียนจัดให้มีการรายงานผลการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นระยะเวลาตลอดปีการศึกษา

4.10

0.30

มาก

11.

โรงเรียนจัดเก็บและรวบรวมหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการอย่างเป็นระบบ และสามารถตรวจสอบได้

4.33

0.48

มาก

12.

ดำเนินการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ความรู้ในการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้แก่โรงเรียนและสาธารณชนได้รับทราบ

4.24

0.44

มาก

รวมเฉลี่ย

4.21

0.41

มาก

 

จากตาราง  13  พบว่า  ครู  มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของโครงการ  ด้านกระบวนการ  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=4.21)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.05 ? 4.48  สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ โรงเรียนจัดประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกันเพื่อกำหนดนโยบาย วัตถุประสงค์ และเป้าหมายการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน (=4.48)  รองลงมา คือ จัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาความประพฤติชู้สาวอย่างต่อเนื่อง(=4.43)  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรอย่างหลากหลาย เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์  (=4.05)

 

 

 

 

 

 

ตาราง  14 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความคิดเห็นของการประเมินโครงการ

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดของครู  ด้านผลผลิต

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

1.

นักเรียนให้ความร่วมมือในการดำเนินงานโครงการด้วย              ความเต็มใจ

4.19

0.40

มาก

2.

นักเรียนรู้จักวิธีป้องกันตนเอง และสามารถป้องกันตนเองได้โดยหลีกเลี่ยงอบายมุข  เช่น  ยาเสพติด การพนัน พฤติกรรมชู้สาว            เป็นต้น

4.10

0.30

มาก

3.

นักเรียนมีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม

4.19

0.40

มาก

4.

ผู้บริหาร ครู ตระหนักในหน้าที่ และความรับผิดชอบเต็มใจที่จะดูแลช่วยเหลือ และเอาใจใส่นักเรียน

4.19

0.40

มาก

5.

ผู้ปกครองนักเรียนมีส่วนร่วมในโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.14

0.36

มาก

6.

ผู้ปกครองนักเรียนมีความศรัทธาไว้วางใจโรงเรียนให้ความสำคัญต่อการติดตามดูแลพฤติกรรมนักเรียน

4.10

0.30

มาก

7.

ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พึงพอใจต่อการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.43

0.60

มาก

8.

โรงเรียนนำผลการวิเคราะห์ข้อมูล ไปปรับปรุงพัฒนางานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างต่อเนื่อง

4.33

0.48

มาก

9.

ผู้ปกครองนักเรียน ชุมชน สร้างเครือข่ายประสานงานกับโรงเรียนสอดส่องดูแลพฤติกรรมนักเรียน

4.43

0.60

มาก

10.

ผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีการประสานความร่วมมือมากขึ้น

4.14

0.73

มาก

11.

กิจกรรมของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์มากขึ้น

4.38

0.50

มาก

 

ตาราง  14 (ต่อ)

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

12.

ผู้บริหาร  ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ภาคภูมิใจต่อการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.24

0.44

มาก

รวมเฉลี่ย

4.24

0.48

มาก






 

จากตาราง  14  พบว่า  ครู  มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของโครงการ  ด้านผลผลิต  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=4.24)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.02 ? 4.43  สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พึงพอใจต่อการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  และผู้ปกครองนักเรียน ชุมชน สร้างเครือข่ายประสานงานกับโรงเรียนสอดส่องดูแลพฤติกรรมนักเรียน  (=4.43)  รองลงมา คือ กิจกรรมของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์มากขึ้น  (=4.38)  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ผู้ปกครองนักเรียนมีความศรัทธาไว้วางใจโรงเรียนให้ความสำคัญต่อการติดตามดูแลพฤติกรรมนักเรียน  (=4.10)

 

4.  ผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต 3  ตามความคิดเห็นของนักเรียน

 

ตาราง  15 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความคิดเห็นของการประเมินโครงการ

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดของนักเรียน  โดยภาพรวม

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

1.

ด้านบริบท

4.23

0.55

มาก

2.

ด้านปัจจัยนำเข้า

4.19

0.54

มาก

3.

ด้านกระบวนการ

4.21

0.46

มาก

4.

ด้านผลผลิต

4.16

0.50

มาก

รวมเฉลี่ย

4.20

0.51

มาก

จากตาราง  15  พบว่า  นักเรียน  มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของโครงการโดยภาพรวม  อยู่ในระดับมาก  ( = 4.20)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.16 ? 4.23  สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด  คือ   ด้านบริบท  ( = 4.23)  รองลงมา  คือ  ด้านกระบวนการ  ( = 4.21)  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด  คือ  ด้านผลผลิต ( = 4.16)

 

ตาราง  16 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความคิดเห็นของการประเมินโครงการ

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดของนักเรียน  ด้านบริบท

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

1.

วัตถุประสงค์ของโครงการมีความเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของครู นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกับสภาพที่เป็นจริง

4.32

0.47

มาก

2.

กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีนโยบายสนับสนุนให้ครู นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างชัดเจน

4.27

0.44

มาก

3.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีนโยบายสนับสนุนครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินงานระบบ

การดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างชัดเจน

4.32

0.47

มาก

4.

หลักการ แนวคิด ของโครงการมีความสอดคล้องกับความจำเป็นในสภาพปัจจุบัน

4.31

0.46

มาก

5.

แนวทางการปฏิบัติงานตามโครงการมีความชัดเจนเหมาะสม

4.21

0.41

มาก

6.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กำหนดโครงการเพื่อพัฒนานักเรียนอย่างเป็นระบบ

4.09

0.45

มาก

7.

วัตถุประสงค์ของโครงการสอดคล้องกับนโยบายการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ

4.26

0.63

มาก

8.

ความต้องการในการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ ในการดำเนินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.14

0.62

มาก

 

ตาราง 16 (ต่อ)

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

9.

บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีความรู้

ความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของโครงการ

4.17

0.75

มาก

10.

โรงเรียนมีนโยบาย และแผนการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.00

0.70

มาก

11.

โรงเรียนปรับสภาพแวดล้อมและสร้างบรรยากาศในโรงเรียนให้เอื้อต่อการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.28

0.45

มาก

12.

โรงเรียนสำรวจความต้องการของนักเรียนในด้านต่าง ๆ และ            เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

4.35

0.48

มาก

รวมเฉลี่ย

4.23

0.55

มาก

 

จากตาราง  16  พบว่า  นักเรียน  มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของโครงการ               ด้านบริบท  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=4.23)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.00 ? 4.35  สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ โรงเรียนสำรวจความต้องการของนักเรียน             ในด้านต่าง ๆ และเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน (=4.43)  รองลงมา คือ วัตถุประสงค์ของโครงการ    มีความเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของครู นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกับสภาพที่เป็นจริง  และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีนโยบายสนับสนุนครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างชัดเจน  (=4.32)  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ โรงเรียนมีนโยบาย และแผนการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  (=4.00)

 

 

 

 

 

 

 

ตาราง  17 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความคิดเห็นของการประเมินโครงการ

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดของนักเรียน  ด้านปัจจัยนำเข้า

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

1.

โรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ประสานความร่วมมือกับชุมชนในการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.31

0.46

มาก

2.

โรงเรียนจัดทำคู่มือ กำหนดแนวทาง วิธีการ ประสานงานใน

การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.24

0.51

มาก

3.

ผู้บริหาร ครู และบุคลากรในโรงเรียนมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการ

4.26

0.44

มาก

4.

คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการ

4.29

0.45

มาก

5.

หน่วยงานทางราชการที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ ในการดำเนินโครงการ

4.17

0.38

มาก

6.

โรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้การสนับสนุนงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ ในการดำเนินโครงการ

4.01

0.42

มาก

7.

โรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย กำหนดกรอบแนวคิดใน

การดำเนินงานโครงการร่วมกัน

4.13

0.55

มาก

8.

โรงเรียนกำหนดโครงสร้างการบริหารงาน และแต่งตั้งคณะกรรมการรับผิดชอบโครงการอย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจน

4.11

0.67

มาก

9.

การจัดเตรียมความพร้อมในด้านอาคารสถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานโครงการ

4.11

0.72

มาก

10.

จัดเตรียมข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.00

0.66

มาก

11.

เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ ในการปฏิบัติงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเหมาะสมเพียงพอ

4.30

0.46

มาก

 

ตาราง  17 (ต่อ)

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

12.

โรงเรียนกำหนดแผนการนิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผลและกำหนดปฏิทินปฏิบัติงานอย่างชัดเจน

4.33

0.47

มาก

รวมเฉลี่ย

4.19

0.54

มาก






 

จากตาราง  17  พบว่า  นักเรียน  มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของโครงการ           ด้านปัจจัยนำเข้า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=4.19)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  มีค่าเฉลี่ย        อยู่ระหว่าง 4.00 ? 4.33  สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ โรงเรียนกำหนดแผนการนิเทศ กำกับ  ติดตาม ประเมินผลและกำหนดปฏิทินปฏิบัติงานอย่างชัดเจน (=4.33)  รองลงมา คือ โรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ประสานความร่วมมือกับชุมชนในการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  (=4.31)  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ จัดเตรียมข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน  (=4.00)

 

ตาราง  18 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความคิดเห็นของการประเมินโครงการ

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดของนักเรียน  ด้านกระบวนการ

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

1.

โรงเรียนดำเนินงานตามแผนของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย

4.27

0.44

มาก

2.

โรงเรียนจัดประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกันเพื่อกำหนดนโยบาย วัตถุประสงค์ และเป้าหมายการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.28

0.45

มาก

3.

โรงเรียนมีการปฏิบัติงานเป็นทีม และประสานงานร่วมกัน

ระหว่างครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง

และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

4.22

0.41

มาก

ตาราง  18 (ต่อ)

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

4.

จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้ ความเข้าใจ และสร้างความตระหนักงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

4.22

0.41

มาก

5.

จัดกิจกรรมส่งเสริม และพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน

เพื่อปรับเปลี่ยนเจตคติ และการปฏิบัติตนของนักเรียน

4.20

0.40

มาก

6.

จัดกิจกรรมส่งเสริมผู้ปกครองให้ความร่วมมือกับโรงเรียน

ในการเอาใจใส่ดูแลบุตรหลานของตน

4.02

0.49

มาก

7.

จัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันการใช้สิ่งเสพติดในโรงเรียนและชุมชนอย่างต่อเนื่อง

4.03

0.63

มาก

8.

จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรอย่างหลากหลาย เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

4.26

0.44

มาก

9.

จัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาความประพฤติชู้สาวอย่างต่อเนื่อง

4.30

0.46

มาก

10.

โรงเรียนจัดให้มีการรายงานผลการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นระยะเวลาตลอดปีการศึกษา

4.26

0.44

มาก

11.

โรงเรียนจัดเก็บและรวบรวมหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการอย่างเป็นระบบ และสามารถตรวจสอบได้

4.30

0.46

มาก

12.

ดำเนินการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ความรู้ในการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้แก่โรงเรียนและสาธารณชนได้รับทราบ

4.22

0.41

มาก

รวมเฉลี่ย

4.21

0.46

มาก

 

จากตาราง  18  พบว่า  นักเรียน  มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของโครงการ                ด้านกระบวนการ  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=4.21)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.02 ? 4.30  สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ จัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาความประพฤติชู้สาวอย่างต่อเนื่อง  และโรงเรียนจัดเก็บและรวบรวมหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับ                 การดำเนินงานโครงการอย่างเป็นระบบ และสามารถตรวจสอบได้  (=4.30)  รองลงมา คือ โรงเรียนจัดประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกันเพื่อกำหนดนโยบาย วัตถุประสงค์ และเป้าหมายการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  (=4.28)  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ จัดกิจกรรมส่งเสริมผู้ปกครองให้ความร่วมมือกับโรงเรียนในการเอาใจใส่ดูแลบุตรหลานของตน  (=4.02)

 

ตาราง  19 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความคิดเห็นของการประเมินโครงการ

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดของนักเรียน  ด้านผลผลิต

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

1.

นักเรียนให้ความร่วมมือในการดำเนินงานโครงการด้วย              ความเต็มใจ

4.29

0.45

มาก

2.

นักเรียนรู้จักวิธีป้องกันตนเอง และสามารถป้องกันตนเองได้โดยหลีกเลี่ยงอบายมุข  เช่น  ยาเสพติด การพนัน พฤติกรรมชู้สาว            เป็นต้น

4.21

0.41

มาก

3.

นักเรียนมีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม

4.21

0.41

มาก

4.

ผู้บริหาร ครู ตระหนักในหน้าที่ และความรับผิดชอบเต็มใจที่จะดูแลช่วยเหลือ และเอาใจใส่นักเรียน

4.26

0.44

มาก

5.

ผู้ปกครองนักเรียนมีส่วนร่วมในโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.14

0.35

มาก

6.

ผู้ปกครองนักเรียนมีความศรัทธาไว้วางใจโรงเรียนให้ความสำคัญต่อการติดตามดูแลพฤติกรรมนักเรียน

4.02

0.34

มาก

7.

ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พึงพอใจต่อการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.12

0.68

มาก

8.

โรงเรียนนำผลการวิเคราะห์ข้อมูล ไปปรับปรุงพัฒนางานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างต่อเนื่อง

4.15

0.57

มาก

9.

ผู้ปกครองนักเรียน ชุมชน สร้างเครือข่ายประสานงานกับโรงเรียนสอดส่องดูแลพฤติกรรมนักเรียน

4.16

0.63

มาก

10.

ผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีการประสานความร่วมมือมากขึ้น

4.01

0.57

มาก

ตาราง  19 (ต่อ)

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

11.

กิจกรรมของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์มากขึ้น

4.23

0.42

มาก

12.

ผู้บริหาร  ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ภาคภูมิใจต่อการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.19

0.52

มาก

รวมเฉลี่ย

4.16

0.50

มาก

จากตาราง  19  พบว่า  นักเรียน  มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของโครงการ                 ด้านผลผลิต  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=4.16)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.01 ? 4.29  สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ นักเรียนให้ความร่วมมือในการดำเนินงานโครงการด้วยความเต็มใจ  (=4.29)  รองลงมา คือ ผู้บริหาร ครู ตระหนักในหน้าที่ และความรับผิดชอบเต็มใจที่จะดูแลช่วยเหลือ และเอาใจใส่นักเรียน  (=4.26)  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด      คือ ผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีการประสานความร่วมมือมากขึ้น  (=4.01)

 

5.  ผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต 3  ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน

 

ตาราง  20 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความคิดเห็นของการประเมินโครงการ

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดของคณะกรรมการสถานศึกษา

ขั้นพื้นฐาน  โดยภาพรวม

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

1.

ด้านบริบท

4.25

0.43

มาก

2.

ด้านปัจจัยนำเข้า

4.23

0.45

มาก

3.

ด้านกระบวนการ

4.22

0.44

มาก

4.

ด้านผลผลิต

4.25

0.53

มาก

รวมเฉลี่ย

4.24

0.46

มาก

จากตาราง  20  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของโครงการโดยภาพรวม  อยู่ในระดับมาก  ( = 4.24)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.22 ? 4.25  สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด  คือ   ด้านบริบทและด้านผลผลิต  ( = 4.25)  รองลงมา คือ ด้านปัจจัยนำเข้า ( = 4.23) ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านกระบวนการ ( = 4.22)

 

ตาราง  21 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความคิดเห็นของการประเมินโครงการ

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดของคณะกรรมการสถานศึกษา

ขั้นพื้นฐาน  ด้านบริบท

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

1.

วัตถุประสงค์ของโครงการมีความเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของครู นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกับสภาพที่เป็นจริง

4.23

0.44

มาก

2.

กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีนโยบายสนับสนุนให้ครู นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างชัดเจน

4.15

0.38

มาก

3.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีนโยบายสนับสนุนครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินงานระบบ

การดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างชัดเจน

4.46

0.52

มาก

4.

หลักการ แนวคิด ของโครงการมีความสอดคล้องกับความจำเป็นในสภาพปัจจุบัน

4.31

0.48

มาก

5.

แนวทางการปฏิบัติงานตามโครงการมีความชัดเจนเหมาะสม

4.23

0.44

มาก

6.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กำหนดโครงการเพื่อพัฒนานักเรียนอย่างเป็นระบบ

4.08

0.28

มาก

7.

วัตถุประสงค์ของโครงการสอดคล้องกับนโยบายการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ

4.38

0.51

มาก

8.

ความต้องการในการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ ในการดำเนินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.31

0.48

มาก

ตาราง 21 (ต่อ)

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

9.

บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีความรู้

ความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของโครงการ

4.23

0.44

มาก

10.

โรงเรียนมีนโยบาย และแผนการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.23

0.44

มาก

11.

โรงเรียนปรับสภาพแวดล้อมและสร้างบรรยากาศในโรงเรียนให้เอื้อต่อการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.15

0.38

มาก

12.

โรงเรียนสำรวจความต้องการของนักเรียนในด้านต่าง ๆ และ            เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

4.23

0.44

มาก

รวมเฉลี่ย

4.25

0.43

มาก

 

จากตาราง  21  พบว่า  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  มีความคิดเห็นเกี่ยวกับ                 การดำเนินงานของโครงการ  ด้านบริบท  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=4.25)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.08 ? 4.46  สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีนโยบายสนับสนุนครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างชัดเจน (=4.46)  รองลงมา คือ วัตถุประสงค์ของโครงการสอดคล้องกับนโยบายการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ (=4.38)  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด         คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กำหนดโครงการเพื่อพัฒนานักเรียนอย่างเป็นระบบ  (=4.08)

 

ตาราง  22 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความคิดเห็นของการประเมินโครงการ

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดของคณะกรรมการสถานศึกษา

ขั้นพื้นฐาน  ด้านปัจจัยนำเข้า

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

1.

โรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ประสานความร่วมมือกับชุมชนในการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.46

0.52

มาก






ตาราง  22 (ต่อ)

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

2.

โรงเรียนจัดทำคู่มือ กำหนดแนวทาง วิธีการ ประสานงานใน

การบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.15

0.38

มาก

3.

ผู้บริหาร ครู และบุคลากรในโรงเรียนมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการ

4.23

0.44

มาก

4.

คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการ

4.23

0.44

มาก

5.

หน่วยงานทางราชการที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ ในการดำเนินโครงการ

4.23

0.44

มาก

6.

โรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้การสนับสนุนงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ ในการดำเนินโครงการ

4.15

0.38

มาก

7.

โรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย กำหนดกรอบแนวคิดใน

การดำเนินงานโครงการร่วมกัน

4.15

0.38

มาก

8.

โรงเรียนกำหนดโครงสร้างการบริหารงาน และแต่งตั้งคณะกรรมการรับผิดชอบโครงการอย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจน

4.15

0.38

มาก

9.

การจัดเตรียมความพร้อมในด้านอาคารสถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานโครงการ

4.38

0.51

มาก

10.

จัดเตรียมข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.08

0.64

มาก

11.

เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ ในการปฏิบัติงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเหมาะสมเพียงพอ

4.31

0.48

มาก

12.

โรงเรียนกำหนดแผนการนิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผล

และกำหนดปฏิทินปฏิบัติงานอย่างชัดเจน

4.23

0.44

มาก

รวมเฉลี่ย

4.23

0.45

มาก

 

จากตาราง  22  พบว่า  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  มีความคิดเห็นเกี่ยวกับ                  การดำเนินงานของโครงการ  ด้านปัจจัยนำเข้า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=4.23)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.08 ? 4.46  สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ โรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ประสานความร่วมมือกับชุมชนในการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน (=4.46)  รองลงมา คือ การจัดเตรียมความพร้อมในด้านอาคารสถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานโครงการ  (=4.38)  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ จัดเตรียมข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน  (=4.08)

 

ตาราง  23 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความคิดเห็นของการประเมินโครงการ

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดของคณะกรรมการสถานศึกษา

ขั้นพื้นฐาน  ด้านกระบวนการ

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

1.

โรงเรียนดำเนินงานตามแผนของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย

4.46

0.52

มาก

2.

โรงเรียนจัดประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกันเพื่อกำหนดนโยบาย วัตถุประสงค์ และเป้าหมายการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.31

0.48

มาก

3.

โรงเรียนมีการปฏิบัติงานเป็นทีม และประสานงานร่วมกัน

ระหว่างครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง

และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

4.23

0.44

มาก

4.

จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้ ความเข้าใจ และสร้างความตระหนักงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

4.15

0.55

มาก

5.

จัดกิจกรรมส่งเสริม และพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน

เพื่อปรับเปลี่ยนเจตคติ และการปฏิบัติตนของนักเรียน

4.23

0.44

มาก

6.

จัดกิจกรรมส่งเสริมผู้ปกครองให้ความร่วมมือกับโรงเรียน

ในการเอาใจใส่ดูแลบุตรหลานของตน

4.08

0.28

มาก

7.

จัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันการใช้สิ่งเสพติดในโรงเรียนและชุมชนอย่างต่อเนื่อง

4.23

0.44

มาก

ตาราง  23 (ต่อ)

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

8.

จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรอย่างหลากหลาย เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

4.38

0.51

มาก

9.

จัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาความประพฤติชู้สาวอย่างต่อเนื่อง

4.15

0.38

มาก

10.

โรงเรียนจัดให้มีการรายงานผลการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นระยะเวลาตลอดปีการศึกษา

4.15

0.38

มาก

11.

โรงเรียนจัดเก็บและรวบรวมหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการอย่างเป็นระบบ และสามารถตรวจสอบได้

4.00

0.41

มาก

12.

ดำเนินการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ความรู้ในการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้แก่โรงเรียนและสาธารณชนได้รับทราบ

4.23

0.44

มาก

รวมเฉลี่ย

4.22

0.44

มาก

 

จากตาราง  23  พบว่า  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  มีความคิดเห็นเกี่ยวกับ                การดำเนินงานของโครงการ  ด้านกระบวนการ  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=4.22)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.00 ? 4.46  สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ โรงเรียนดำเนินงานตามแผนของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย  (=4.46)  รองลงมา คือ จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรอย่างหลากหลาย เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์  (=4.38)  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ โรงเรียนจัดเก็บและรวบรวมหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการอย่างเป็นระบบ และสามารถตรวจสอบได้  (=4.00)

 

 

 

 

 

 

ตาราง  24 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความคิดเห็นของการประเมินโครงการ

ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอดของคณะกรรมการสถานศึกษา

ขั้นพื้นฐาน  ด้านผลผลิต

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

1.

นักเรียนให้ความร่วมมือในการดำเนินงานโครงการด้วย              ความเต็มใจ

4.46

0.52

มาก

2.

นักเรียนรู้จักวิธีป้องกันตนเอง และสามารถป้องกันตนเองได้โดยหลีกเลี่ยงอบายมุข  เช่น  ยาเสพติด การพนัน พฤติกรรมชู้สาว            เป็นต้น

4.23

0.44

มาก

3.

นักเรียนมีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม

4.31

0.48

มาก

4.

ผู้บริหาร ครู ตระหนักในหน้าที่ และความรับผิดชอบเต็มใจที่จะดูแลช่วยเหลือ และเอาใจใส่นักเรียน

4.23

0.44

มาก

5.

ผู้ปกครองนักเรียนมีส่วนร่วมในโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.15

0.38

มาก

6.

ผู้ปกครองนักเรียนมีความศรัทธาไว้วางใจโรงเรียนให้ความสำคัญต่อการติดตามดูแลพฤติกรรมนักเรียน

4.08

0.49

มาก

7.

ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พึงพอใจต่อการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.31

0.48

มาก

8.

โรงเรียนนำผลการวิเคราะห์ข้อมูล ไปปรับปรุงพัฒนางานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างต่อเนื่อง

4.15

0.38

มาก

9.

ผู้ปกครองนักเรียน ชุมชน สร้างเครือข่ายประสานงานกับ

โรงเรียนสอดส่องดูแลพฤติกรรมนักเรียน

4.38

0.51

มาก

10.

ผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา               ขั้นพื้นฐาน  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีการประสาน              ความร่วมมือมากขึ้น

4.15

0.69

มาก

ตาราง  24 (ต่อ)

 

รายการ

ระดับความคิดเห็น

 

S.D.

แปลผล

11.

กิจกรรมของโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์มากขึ้น

4.31

0.63

มาก

12.

ผู้บริหาร  ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ภาคภูมิใจต่อการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

4.23

0.83

มาก

รวมเฉลี่ย

4.25

0.53

มาก

 

จากตาราง  24  พบว่า  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  มีความคิดเห็นเกี่ยวกับ                การดำเนินงานของโครงการ  ด้านผลผลิต  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=4.25)  เมื่อพิจารณา            เป็นรายข้อพบว่า  มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.08 ? 4.46  สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ นักเรียนให้             ความร่วมมือในการดำเนินงานโครงการด้วยความเต็มใจ  (=4.46)  รองลงมา คือ ผู้ปกครอง นักเรียน ชุมชน  สร้างเครือข่ายประสานงานกับโรงเรียนสอดส่องดูแลพฤติกรรมนักเรียน (=4.38)  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด  ผู้ปกครองนักเรียนมีความศรัทธาไว้วางใจโรงเรียนให้ความสำคัญต่อ                การติดตามดูแลพฤติกรรมนักเรียน  (=4.08)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

6.  การเปรียบเทียบผลของโครงการที่มีต่อการลดจำนวนนักเรียนกลุ่มเสี่ยง  กลุ่มมีปัญหา  และนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ก่อนและหลังการดำเนินโครงการ

 

ตาราง  25 แสดงผลการเปรียบเทียบค่าร้อยละของจำนวนนักเรียนกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มมีปัญหา

ก่อนการดำเนินโครงการ ปีการศึกษา  2552  และหลังการดำเนินโครงการ

ปีการศึกษา  2553

 

กลุ่มนักเรียน

ก่อนดำเนินโครงการ

ปีการศึกษา 2552

(N = 284)

หลังดำเนินโครงการ

ปีการศึกษา 2553

(N = 291)

ผลการเปรียบเทียบ

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

1.  กลุ่มเสี่ยง

17

5.99

6

2.06

11

64.71

2.  กลุ่มมีปัญหา

5

1.76

3

1.03

2

40.00

รวม

22

7.75

9

3.09

13

59.09

 

จากตาราง  25  แสดงให้เห็นว่าค่าร้อยละของจำนวนนักเรียนกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มมีปัญหา หลังดำเนินโครงการ  โดยภาพรวมลดลง  ร้อยละ  59.09  เมื่อพิจารณาเป็นรายกลุ่มนักเรียน  พบว่า  หลังดำเนินงานโครงการ  นักเรียนลดลงทุกกลุ่ม  โดยนักเรียนในกลุ่มเสี่ยงลดลงร้อยละ  64.71              และนักเรียนกลุ่มมีปัญหาลดลง  ร้อยละ  40.00

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตาราง  26 แสดงผลการเปรียบเทียบค่าร้อยละของจำนวนนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์

ก่อนการดำเนินโครงการ ปีการศึกษา  2552  และหลังการดำเนินโครงการ

ปีการศึกษา  2553

 

กลุ่มนักเรียน

ก่อนดำเนินโครงการ

ปีการศึกษา 2552

(N = 284)

หลังดำเนินโครงการ

ปีการศึกษา 2553

(N = 291)

ผลการเปรียบเทียบ

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

จำนวน

ร้อยละ

1.  แต่งกายผิดระเบียบ

13

4.58

4

1.37

9

69.23

2.  หนีเรียน

5

1.76

0

0

5

100

3.  ทะเลาะวิวาท

4

1.41

0

0

4

100

4.  ชู้สาว

0

0

0

0

0

0

5.  เกี่ยวข้องยาเสพติด

1

0.35

0

0

1

100

6.  เล่นการพนัน

2

0.70

0

0

2

100

รวม

25

8.80

4

1.37

21

84.00

 

จากตาราง  26  แสดงให้เห็นว่าค่าร้อยละของจำนวนนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์หลังดำเนินโครงการ  โดยภาพรวมลดลง  ร้อยละ  84.00  เมื่อพิจารณาเป็นรายกลุ่มนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์  พบว่า  หลังดำเนินงานโครงการ  นักเรียนหนีเรียน  ทะเลาะวิวาท  เกี่ยวข้องยาเสพติด  และเล่นการพนัน  ลดลงร้อยละ  100  และแต่งกายผิดระเบียบ  ลดลงร้อยละ  69.23  ตามลำดับ

 

บทที่  5

 

สรุปผล  อภิปรายผล  และข้อเสนอแนะ

 

การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  สรุปลำดับขั้นตอนในการประเมิน  ดังต่อไปนี้

1.  วัตถุประสงค์ของการประเมิน

2.  วิธีดำเนินการประเมิน

3.  สรุปผลการประเมิน

4.  อภิปรายผล

5.  ข้อเสนอแนะ

วัตถุประสงค์ของการประเมิน

 

การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด                 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  มีวัตถุประสงค์  ดังนี้

1.  เพื่อประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด                สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 โดยใช้รูปแบบซิปป์ (CIPP  Model)  ในด้านต่าง ๆ  ดังนี้

1.1  ด้านบริบท  (Context  Evaluation)

1.2  ด้านปัจจัยนำเข้า  (Input  Evaluation)

1.3  ด้านกระบวนการ  (Process  Evaluation)

1.4  ด้านผลผลิต  (Product  Evaluation)

2.  เพื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของโครงการที่มีต่อการลดจำนวนนักเรียนกลุ่มเสี่ยง  กลุ่มมีปัญหา  และนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ก่อนและหลังการดำเนินโครงการ

 

 

 

 

วิธีดำเนินการประเมิน

 

1.  ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากรที่ใช้ในการประเมินในครั้งนี้  รวมทั้งสิ้น  327  คน  ได้แก่  1)  ครู  จำนวน  21 คน  2)  นักเรียน  จำนวน  291  คน  และ  3)  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  จำนวน  15 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินโครงการในครั้งนี้  รวมทั้งสิ้น  325  คน  ได้มาโดยใช้วิธีการ แบบเจาะจง  (Purposive  sampling)  กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่  1)  ครู  จำนวน  21  คน  2)  นักเรียน  จำนวน  291  คน  และ  3)  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  จำนวน  13  คน

2.  เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการ

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้  เป็นแบบสอบถามการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  สำหรับ  ครู  นักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษา                    ขั้นพื้นฐานเป็นผู้ตอบแบบสอบถาม  แบ่งเป็น  2  ตอน  ดังนี้  ตอนที่  1  ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม  เป็นแบบตรวจรายการจำนวน  3  ข้อ  ประกอบด้วย  เพศ  สถานภาพ  และระดับชั้น   และตอนที่  2  ผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า                5  ระดับ  จำนวน  48  ข้อ  สอบถามความคิดเห็นในเชิงประเมินเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านบริบท  ด้านปัจจัยนำเข้า  ด้านกระบวนการ  และด้านผลผลิต

3.  การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล

ผู้ประเมินนำเครื่องมือที่สร้างขึ้น ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองตามขั้นตอนโดย  1)  ข้อมูลจากแบบสอบถาม  การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียน            บ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  สำหรับครู  นักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  เป็นผู้ตอบแบบสอบถามตามลำดับ  ผู้ประเมินได้ดำเนินการประสานงานเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง  จำนวน  325  คน และนำส่งแบบสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่าง  325  ชุด  ได้รับกลับคืน  325  ชุด  เป็นแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์  325  ชุด                คิดเป็นร้อยละ  100  นำมาวิเคราะห์  และแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป  2)  ข้อมูลจากการวิจัยเอกสาร  ซึ่งได้แก่  ข้อมูลผลของโครงการที่มีต่อการลดจำนวนนักเรียนกลุ่มเสี่ยง  กลุ่มมีปัญหา  และนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์เก็บรวบรวมข้อมูลสถิติก่อนดำเนินงานโครงการในปีการศึกษา  2552  และหลังการดำเนินโครงการในปีการศึกษา  2553  จากเอกสารรายงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  นำเสนอผลของโครงการที่มีต่อการลดจำนวนนักเรียน         กลุ่มเสี่ยง  กลุ่มมีปัญหา  และนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ก่อนและหลังการดำเนินโครงการ

4.  การวิเคราะห์ข้อมูล

ผู้ประเมินดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล  โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป  โดยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับดังต่อไปนี้  1)  ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม  วิเคราะห์โดยนำข้อมูลมาแจกแจงความถี่  แล้วแปลงเป็นค่าร้อยละ  2)  ข้อมูลความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ที่ได้จากแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า  นำมาตรวจให้คะแนน  3)  นำข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามมาคำนวณหาค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  จากนั้นผู้ประเมินได้นำเสนอเนื้อหาสาระในการประเมินทั้งหมดในรูปของตารางประกอบการพรรณนาวิเคราะห์

 

สรุปผลการประเมิน

จากการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด              สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ในครั้งนี้  มีข้อค้นพบที่น่าสนใจ  นำมาสรุปผลการประเมินโครงการได้ดังนี้

1.  ผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต 3

ตามความคิดเห็นของครู  นักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน             โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด  คือ  ด้านบริบท  รองลงมา  คือ  ด้านกระบวนการ  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด  คือ  ด้านผลผลิต

1.1  ด้านบริบท  โดยภาพรวม  ครู  นักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน   มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด  คือ  โรงเรียนปรับสภาพแวดล้อมและสร้างบรรยากาศในโรงเรียนให้เอื้อต่อการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  รองลงมา คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีนโยบายสนับสนุนครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างชัดเจนและหลักการ แนวคิด ของโครงการมีความสอดคล้องกับความจำเป็นในสภาพปัจจุบัน  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของโครงการ

1.2  ด้านปัจจัยนำเข้า  โดยภาพรวม  ครู  นักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ  โรงเรียนกำหนดแผนการนิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผลและกำหนดปฏิทินปฏิบัติงานอย่างชัดเจน  รองลงมา คือ เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ ในการปฏิบัติงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเหมาะสมเพียงพอ  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ หน่วยงานทางราชการที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ ในการดำเนินโครงการ

1.3  ด้านกระบวนการ  โดยภาพรวม  ครู  นักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษา            ขั้นพื้นฐาน  มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด             คือ โรงเรียนจัดประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกันเพื่อกำหนดนโยบาย วัตถุประสงค์ และเป้าหมาย                  การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  รองลงมา คือ จัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันและแก้ไข ปัญหาความประพฤติชู้สาวอย่างต่อเนื่อง  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรอย่างหลากหลาย เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

1.4  ด้านผลผลิต  โดยภาพรวม  ครู  นักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ นักเรียนให้ความร่วมมือในการดำเนินงานโครงการด้วยความเต็มใจ  รองลงมา คือ ผู้บริหาร ครู ตระหนักในหน้าที่ และความรับผิดชอบเต็มใจที่จะดูแลช่วยเหลือ และเอาใจใส่นักเรียน  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ผู้บริหาร  ครู นักเรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีการประสานความร่วมมือมากขึ้น

2.  การเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของโครงการที่มีต่อการลดจำนวนนักเรียนกลุ่มเสี่ยง  กลุ่มมีปัญหา  และนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ก่อนและหลังการดำเนินโครงการ

2.1  ผลของโครงการที่มีต่อการลดจำนวนนักเรียนกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มมีปัญหา                      ในโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3          หลังการดำเนินโครงการ  โดยภาพรวมลดลง  ร้อยละ  59.09  เมื่อพิจารณาเป็นรายกลุ่มนักเรียน   พบว่า  หลังดำเนินงานโครงการนักเรียนลดลงทุกกลุ่ม  โดยนักเรียนในกลุ่มเสี่ยงลดลงร้อยละ  64.71  และนักเรียนกลุ่มมีปัญหาลดลง  ร้อยละ  40.00

2.2  ผลของโครงการที่มีต่อการลดจำนวนนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์               โรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3              หลังการดำเนินโครงการ  โดยภาพรวมลดลง  ร้อยละ  84.00  เมื่อพิจารณาเป็นรายกลุ่มนักเรียน                ที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์  พบว่า  หลังดำเนินงานโครงการ  นักเรียนหนีเรียน  ทะเลาะวิวาท   เกี่ยวข้องยาเสพติด  และเล่นการพนัน  ลดลงร้อยละ  100  และแต่งกายผิดระเบียบ  ลดลงร้อยละ  69.23  ตามลำดับ

อภิปรายผล

 

การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ในครั้งนี้  มีข้อค้นพบที่น่าสนใจควรแก่นำมาอภิปรายผล  ได้ดังนี้

1.  ผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต 3

ผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ตามความคิดเห็นของครู  นักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด  คือ  ด้านบริบท  รองลงมา  คือ  ด้านกระบวนการ  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด  คือ  ด้านผลผลิต  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า  เมื่อมีการดำเนินการตามโครงการระยะหนึ่ง  ครูนักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  พร้อมทั้งกำหนดแนวทางในการวางแผนและกำหนดบทบาทร่วมกันเพื่อให้การดำเนินงานโครงการนั้นประสบความสำเร็จ  ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของสุนันท์  โพธิบาย  (2552  :  บทคัดย่อ)  ได้ดำเนินการประเมินผลระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1  ที่กล่าวว่า  การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ  บุคลากรในโรงเรียนได้ดำเนินงานอย่างเต็มความสามารถมีการปรับปรุงกระบวนการทำงานในทุกขั้นตอนเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือในการเข้ามามีส่วนร่วม    ในการดำเนินงานเป็นอย่างดีจึงส่งผลให้การดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้  นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับกรมสุขภาพจิต  (2544)  ได้กล่าวถึง  ความสำคัญ            ของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนไว้ว่าการพัฒนานักเรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพทั้งด้านร่างกาย  จิตใจ  สติปัญญา  ความสามารถ  มีคุณธรรม จริยธรรม และมีวิถีชีวิตที่เป็นสุขตามที่สังคมมุ่งหวัง  โดยผ่านกระบวนการทางการศึกษานั้น  นอกจากจะดำเนินการด้วยการส่งเสริมสนับสนุนนักเรียนแล้ว การป้องกันและการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นกับนักเรียนก็เป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่ง ของการพัฒนา  เนื่องจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากทั้งด้านการสื่อสาร  เทคโนโลยีต่าง ๆ  ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้คนในเชิงบวกแล้วในเชิงลบก็มีปรากฏเช่นกัน เป็นต้นว่า  ปัญหาทางเศรษฐกิจ  ปัญหาของการระบาดของสารเสพติดปัญหาการแข่งขันในรูปแบบต่างๆ  ปัญหาครอบครัวซึ่งก่อให้ เกิดความทุกข์ ความวิตกกังวลความเครียดมีการปรับตัวที่ไม่เหมาะสม  หรืออื่น ๆ ที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายของทุกคนที่เกี่ยวข้อง  ดังนั้นภาพความสำเร็จที่เกิดจากการพัฒนานักเรียนให้เป็นไปตามความมุ่งหวังนั้น  จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย  ทุกคน  โดยเฉพาะบุคลากรครูทุกคนในโรงเรียน  ซึ่งมีครูเป็นที่ปรึกษาเป็นหลักสำคัญในการดำเนินการต่าง ๆ  เพื่อ              การดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดด้วยความรักและเมตตาที่มีต่อศิษย์และภาคภูมิใจในบทบาทที่มี               ส่วนสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนให้เจริญเติบโตงอกงาม  เป็นบุคคลที่ดีของสังคม

1.1  ผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ในด้านบริบท  โดยภาพรวม  ครู  นักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน   มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด  คือ  โรงเรียนปรับสภาพแวดล้อมและสร้างบรรยากาศในโรงเรียนให้เอื้อต่อการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  รองลงมา คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา              มีนโยบายสนับสนุนครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างชัดเจนและหลักการ แนวคิด ของโครงการมีความสอดคล้องกับความจำเป็นในสภาพปัจจุบัน  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของโครงการ  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า  โรงเรียนต้องการให้นักเรียนได้รับการดูแลช่วยเหลือในด้านต่างๆ โดยวิธีการที่หลากหลาย  โดยมีการวางแผนการดำเนินงานที่เป็นระบบและโรงเรียนเห็นความสำคัญมีการกำหนดเป็นนโยบายให้สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  และวิสัยทัศน์ของโรงเรียนซึ่งการดำเนินการได้สอดคล้องกับผลการวิจัยของวีระ  โอบอ้อม  (2549  :  บทคัดย่อ)  ได้ศึกษาการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  อำเภอบ้านลาด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบุรี เขต 2  ผลการวิจัยพบว่า  ครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อำเภอบ้านลาด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบุรี  เขต  2  มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน  พบว่า  ด้านการเตรียมและวางแผนดำเนินงาน             ด้านการดำเนินงานตามแผน และด้านการประเมินผลอยู่ในระดับมาก

1.2  ผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ในด้านปัจจัยนำเข้า โดยภาพรวม  ครู  นักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน   มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ  โรงเรียนกำหนดแผนการนิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผลและกำหนดปฏิทินปฏิบัติงานอย่างชัดเจน  รองลงมา คือ เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ ในการปฏิบัติงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเหมาะสมเพียงพอ  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ หน่วยงานทางราชการ       ที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ ในการดำเนินโครงการ  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า  โรงเรียนดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการกำหนด  และวางแผนในการดำเนินโครงการ  พร้อมทั้งโรงเรียนได้กำหนดแผนการนิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผลและกำหนดปฏิทินปฏิบัติงานอย่างชัดเจน  จึงทำให้โครงการนั้นประสบความสำเร็จ  สอดคล้องกับงานวิจัยของไพรินทร์  โฉมพูดดี  (2551  :  บทคัดย่อ)  ได้ศึกษาการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนน้ำสวยวิทยา อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย  ดำเนินการโดยใช้กลยุทธ์ 3 กลยุทธ์ ได้แก่ การประชุมระดมสมอง กิจกรรมการพัฒนา การกำกับติดตามผล  พบว่าหลังจากได้ดำเนินการพัฒนาโดยสรุปการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนน้ำสวยวิทยา  อำเภอสระใคร  จังหวัดหนองคาย ทั้ง 2 วงรอบแล้ว ทำให้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ดำเนินงานอย่างเป็นระบบมีกิจกรรมการพัฒนาอย่างชัดเจน มีการติดตามมาตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และร่วมกันระดมสมอง เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันจึงทำให้การพัฒนาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนนั้นประสบความสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย

1.3  ผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  ในด้านกระบวนการ โดยภาพรวม  ครู  นักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน   มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด  คือ  โรงเรียนจัดประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกันเพื่อกำหนดนโยบาย วัตถุประสงค์ และเป้าหมาย  การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  รองลงมา  คือ จัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาความประพฤติชู้สาวอย่างต่อเนื่อง  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด  คือ  จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรอย่างหลากหลาย เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า  โรงเรียนได้ดำเนินการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการที่ชัดเจน  นำสื่อวัสดุอุปกรณ์  ข้อมูลสารสนเทศใช้ในการดำเนินงานให้บรรลุตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ            และระดับปัญหาของนักเรียนน้อย  นักเรียนส่วนใหญ่อยู่ในชนบทห่างไกล การคมนาคมไม่สะดวก                    การติดต่อสื่อสารยังไม่ดีเท่าที่ควรซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ  สุนันท์  โพธิบาย  (2552  :  บทคัดย่อ)  ได้ดำเนินการประเมินผลระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองบัวลำภู เขต  1  พบว่า  ด้านกระบวนการปฏิบัติระหว่างดำเนินโครงการโดยรวมโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษามีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก  เรียงจาก              มากไปหาน้อย ได้แก่ ช่วงเวลาดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และกิจกรรมการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

1.4  ผลการประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทราย         น้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3 ในด้านผลผลิต โดยภาพรวม  ครู  นักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน   มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ นักเรียนให้ความร่วมมือในการดำเนินงานโครงการด้วยความเต็มใจ  รองลงมา คือ ผู้บริหาร ครู ตระหนักในหน้าที่ และความรับผิดชอบเต็มใจที่จะดูแลช่วยเหลือ และเอาใจใส่นักเรียน  ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ผู้บริหาร  ครู นักเรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีการประสานความร่วมมือมากขึ้น  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า  ความร่วมมือและประสานการทำงานของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย และนักเรียนให้ความร่วมมือกับโรงเรียนเพราะเห็นความสำคัญของการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  สอดคล้องกับผลการวิจัยของสุนันท์  โพธิบาย  (2552  :  บทคัดย่อ)  ได้ดำเนินการประเมินผลระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1  พบว่า  ด้านผลผลิตของโครงการ โดยรวมโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษามีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก  เรียงจากมากไปหาน้อยได้แก่  ท่านเห็นว่าระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน ผู้บริหารสถานศึกษา กับครูที่ปรึกษาและครูแนะแนวให้การดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างทั่วถึงและใกล้ชิดและท่านมีความพึงพอใจต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียน  และสอดคล้องกับกรมสุขภาพจิต (2544) ได้กล่าวว่า ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นกระบวนการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีขั้นตอนพร้อมด้วยวิธีการและเครื่องมือการทำงานที่ชัดเจนมีครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักในการดำเนินงานดังกล่าวและมีการประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดกับครูที่เกี่ยวข้อง  หรือบุคคลกรภายนอกรวมทั้งการสนับสนุนส่งเสริมจากทางโรงเรียนเพื่ออำนวยความสะดวกทั้งทาง ด้านวัสดุ  อุปกรณ์  การบริหารจัดการที่ดี

2.  การเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของโครงการที่มีต่อการลดจำนวนนักเรียนกลุ่มเสี่ยง  กลุ่มมีปัญหา  และนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ก่อนและหลังการดำเนินโครงการ

ผลของโครงการที่มีต่อการลดจำนวนนักเรียนกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มมีปัญหาในโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3 หลังการดำเนินโครงการ  โดยภาพรวมลดลง  ร้อยละ  59.09  เมื่อพิจารณาเป็นรายกลุ่มนักเรียน พบว่า หลังดำเนินงานโครงการนักเรียนลดลงทุกกลุ่ม  โดยนักเรียนในกลุ่มเสี่ยงลดลงร้อยละ  64.71  และนักเรียนกลุ่มมีปัญหาลดลง  ร้อยละ  40.00  นอกจากนี้  ผลของโครงการที่มีต่อการลดจำนวนนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์โรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  3  หลังการดำเนินโครงการ  โดยภาพรวมลดลง  ร้อยละ  84.00  เมื่อพิจารณาเป็นรายกลุ่มนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์  พบว่า  หลังดำเนินงานโครงการ  นักเรียนหนีเรียน  ทะเลาะวิวาท  เกี่ยวข้องยาเสพติด  และเล่นการพนัน  ลดลงร้อยละ  100  และแต่งกายผิดระเบียบ  ลดลงร้อยละ  69.23  ตามลำดับ  ที่เป็นเช่นนี้อาจมาจากสาเหตุ  การดำเนินงานตามโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  มีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบมีกิจกรรมการพัฒนาอย่างชัดเจน  มีการติดตามมาตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และร่วมกันระดมสมอง เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันสอดคล้องกับงานวิจัยของรัตนาพร  พลลาภ  (2551  :  บทคัดย่อ)  ได้ศึกษาการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร  พบว่าการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้หลักการพัฒนาด้วยกลยุทธ์             การประชุมปฏิบัติการและการนิเทศแบบมีส่วนร่วมทำให้  ผู้ร่วมศึกษาค้นคว้ามีพัฒนาการในการให้คำปรึกษาช่วยเหลือนักเรียนได้ดีขึ้น  และมีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบดีขึ้นระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนจะบรรลุเป้าหมายยิ่งขึ้น  เมื่อได้รับความร่วมมือจากบุคลากรทุกฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายบริหาร ต้องให้ความสนใจเอาใจใส่ให้มีการดำเนินการเป็นระบบทุกขั้นตอนและถือเป็นนโยบายของโรงเรียนที่จะต้องพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้ดียิ่งขึ้น

 

ข้อเสนอแนะ

 

1.  ข้อเสนอแนะเพื่อนำไปใช้

1.1  โรงเรียนควรให้นักเรียน  ผู้ปกครอง  ครู  ผู้นำชุมชน  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง              ให้การสนับสนุนและมีส่วนร่วมต่อการดำเนินงานโครงการการจัดกิจกรรมตามโครงการ  รวมทั้ง             การจัดตั้งเครือข่ายผู้ปกครอง  ตำรวจ  ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

1.2  การดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านนาทรายน้ำรอด  ให้มีประสิทธิภาพต้องได้รับความร่วมมือ  การมีส่วนร่วม  จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา  โรงเรียน  ผู้ปกครอง  นักเรียน  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  และชุมชน

1.3  โรงเรียนควรจัดสรรงบประมาณตามแผนงานและโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้เพียงพอต่อการดำเนินงาน ควรศึกษาข้อมูลตัวบุคคลสังคม ภูมิประเทศ ประเพณี ความเชื่อของท้องถิ่นเพื่อการวางแผนดำเนินงาน ควรศึกษาปัญหาของนักเรียนในทุก ๆ  ด้านก่อนดำเนินโครงการ ควรมีการเตรียมการณ์ล่วงหน้าก่อนเปิดภาคเรียนเพื่อลดปัญหาอุปสรรคและเพื่อให้งานบรรลุวัตถุประสงค์ และควรจัดให้มีการประชุมและจัดสรรงบประมาณในโครงการให้เพียงพอ

 

2.  ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป

2.1  ควรศึกษาและพัฒนากระบวนการอบรม หลักสูตร เกี่ยวกับการประเมินระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เทคนิคการใช้เครื่องมือทางจิตวิทยาคลินิกในการคัดครองนักเรียน แก่บุคลากร             ในสถานศึกษาตามความต้องการของบุคลากร

2.2  ในการประเมินระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน อาจใช้การวิจัยเชิงคุณภาพหรือการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึก

2.3  ควรศึกษารูปแบบและวิธีการดำเนินงานโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน                              ในโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอื่น

 



เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช